MENU

เรียนต่อแคนาดา

08 พฤศจิกายน 2014 0 admin

เรียนต่อแคนาดา


เหตุผลหลักที่ควรตัดสินใจเลือกเรียนต่อแคนาดา

  • สถาบันในแคนาดาล้วนแต่เป็นสถาบันชั้นแนวหน้า ที่รองรับนักศึกษานานาชาติจากทั่วโลก และได้รับการยอมรับจากสหประชาชาติ (UN) ว่ามีมาตรฐานการศึกษาสูง
  • แคนาดา มีชื่อเสียงโด่งดังในด้านความเป็นผู้นำเกี่ยวกับเทคโนโลยีต่างๆ ซึ่งมีผลให้เชื่อกันว่า หลักสูตรและวิธีการเรียนการสอนของแคนาดา มีความทันสมัยมากที่สุด
  • ค่าใช้จ่ายในด้านการศึกษา และค่าครองชีพของแคนาดามีระดับต่ำ เมื่อเทียบกับค่าใช้จ่ายของสถาบันการศึกษาในประเทศอื่นๆ เช่น อเมริกา อังกฤษ ออสเตรเลีย เหตุผลที่อัตราค่าเล่าเรียนต่ำ เนื่องจากรัฐบาลแคนาดาให้เงินสนับสนุนทุกสถาบันในแคนาดา
  • มีภาษาราชการ 2 ภาษา คือ ภาษาอังกฤษ และภาษาฝรั่งเศส ภาษาอังกฤษที่ใช้เป็นสำเนียงแท้จริง (Neutral Accent) ไม่เพี้ยนและเป็นที่ยอมรับกันทั่วโลก
  • สถานที่ที่ปลอดภัยสำหรับการศึกษา แคนาดามีชื่อเสียงในเรื่องของความปลอดภัย มีความสงบสุขในสังคม มีอัตราการก่ออาชญากรรมต่ำมาก และยังคงมีแนวโน้มที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง
  • จัดเป็นประเทศอันดับหนึ่งของโลก แคนาดาจัดอยู่ในอันดับ ท็อปเท็น ของประเทศที่น่าอยู่ที่สุดของโลก
  • ประชากร จากเกือบทุกเชื้อสายทั่วโลกอาศัยอยู่ในแคนาดา จึงเป็นผลให้แคนาดามีอาหารของชนหลายเชื้อชาติ และกิจกรรมสันทนาการของชนชาติจากวัฒนธรรมที่หลากหลาย
  • ในย่านใจกลางเมืองใหญ่ๆ ทุกแห่งมีห้างสรรพสินค้า ร้านอาหาร โรงภาพยนตร์ ห้องแสดงภาพ และพิพิธภัณฑ์มากมาย นอกจากนี้เมืองต่างๆ ในแคนาดายังมีสวนสาธารณะ สวนดอกไม้และชายหาดสาธารณะพร้อมทั้งกีฬาและสันทนาการชั้นเยี่ยมอีกด้วย

คุณภาพการศึกษาสูง สถาบัน การศึกษาของแคนาดา ไม่มีการจัดอันดับอย่างเป็นทางการ และสถาบันของแคนาดานั้นมีคุณภาพการศึกษาสูง เมื่อนักศึกษาต้องการเลือกเรียนต่อแคนาดา สามารถพิจารณาได้จากประเภทของสถาบัน ขนาดและสถานที่ตั้งของสถาบัน ซึ่งทุกสถาบันจะมีระเบียบและการพิจารณานักศึกษา เพื่อเข้ารับนักศึกษาที่สนใจเข้าศึกษาในแต่ละหลักสูตร

ท่องเที่ยวแคนาดา, เรียนต่อแคนาดา, ท่องเที่ยวประเทศแคนาดา, เรียนต่อ แคนาดา, เรียนต่อต่างประเทศ, วีซ่าแคนาดา, ข้อมูลประเทศแคนาดา,เรียนภาษาต่างประเทศ, แคนาดา

โรงเรียนสอนภาษา (Language School)

เนื่องจากภาษาราชการที่ใช้ในประเทศแคนาดามี 2 ภาษา คือ ภาษาอังกฤษ และภาษาฝรั่งเศส แต่ประชากรส่วนใหญ่จะพูดภาษาอังกฤษได้มากกว่า  ยกเว้นบางมณฑล เช่น ในควิเบกประชากรจะพูดภาษาฝรั่งเศสมากกว่า ดังนั้น โรงเรียนสอนภาษาจึงมีหลักสูตรสอนภาษาหลักๆ 2 ภาษานี้  หลักสูตรสอนภาษาสำหรับชาวต่างชาติ เรียกว่า ESL (English as a Second Language) และสอนภาษาฝรั่งเศส เป็นภาษาที่สอง เรียกว่า FSL (French as a Second Language)  ประเภทของหลักสูตรมีทั้งแบบทั่วไป หรือเป็นหลักสูตรเฉพาะเพื่อเข้าศึกษาต่อ  หรือ ภาษาอังกฤษเชิงธุรกิจ  โดยทั่วไป หลักสูตรภาษาทั้งสองอย่างจะเปิดสอนตามวิทยาลัยหรือมหาวิทยาลัยอยู่แล้ว แต่การเรียนภาษาของโรงเรียนรัฐบาลจะยากกว่า และมีมาตรฐานสูงกว่าโรงเรียนเอกชน และมีการกำหนดวันเริ่มเรียนและคุณสมบัติผู้เข้าเรียน แต่โรงเรียนของเอกชน จะยืดหยุ่นกว่า โดยสามารถเข้าเรียนได้ตลอดปี และมีหลักสูตรให้เลือกมากกว่า  โดยทั่วไปหลักสูตรเรียนภาษาจะมีตั้งแต่ 1 เดือนจนถึง 1 ปีค่าใช้จ่ายจะขึ้นอยู่กับระยะเวลาของการเรียนภาษา และเมืองที่นักศึกษาเรียนอยู่ด้วย

ระดับมัธยมศึกษา (High School)

การรับเข้าเรียน มี 2 ช่วงคือ เดือนกันยายน และต้นเดือนมกราคม / ต้นเดือนกุมภาพันธ์ แต่โรงเรียนบางแห่งจะยึดหยุ่นให้กับนักเรียน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง นักศึกษาต่างชาติในการรับสมัครเรียน ซึ่งอาจเปิดรับตลอดปีหรือปีหนึ่งหลาย ๆครั้งก็ได้ขึ้นอยู่กับแต่ละโรงเรียน มีทั้งโรงเรียนรัฐบาลและเอกชน นักเรียนต่างชาติที่สนใจและต้องการข้อมูลเกี่ยวกับการศึกษาในระดับประถมและมัธยม หากต้องการศึกษาในโรงเรียนรัฐบาล ควรติดต่อไปยังกระทรวงศึกษาที่รับผิดชอบเกี่ยวกับการรับนักเรียนต่างชาติเข้าศึกษา หรือนักเรียนจะติดต่อโดยตรงไปยังสำนักงานกลางของแต่ละโรงเรียน เพื่อขอรับใบสมัคร รวมทั้งระเบียบการต่าง ๆ ในการสมัครเข้าเรียนได้ ควรสมัครเรียนก่อนประมาณ 3 เดือนก่อนวันเปิดเรียน โรงเรียนรัฐบาลเป็นโรงเรียนที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล มีคุณภาพดีมาก ดีกว่าโรงเรียนรัฐบาลในบ้านเราหรือประเทศอื่นๆ โรงเรียนรัฐบาลเกือบทุกแห่งเป็นโรงเรียนสหศึกษา นักเรียนต่างชาติมีหลักสูตรภาษาอังกฤษรองรับ นักเรียนส่วนใหญ่เป็นชาวแคนาดามากกว่า 90% มีส่วนน้อยที่มีหอพักสำหรับนักเรียนต่างชาติ ครอบครัวชาวแคนาดามีความชื่นชอบคนเอเชียอยู่แล้ว จึงไม่เป็นปัญหาสำหรับนักเรียนไทยที่อยู่โฮมสเตย์ โรงเรียนเอกชน เป็นโรงเรียนที่มีอยู่ในทุกมณฑล สามารถเลือกโรงเรียนชายล้วน, หญิงล้วน หรือสหศึกษาได้ แต่อัตราส่วนนักเรียนต่างชาติจะสูงกว่าโรงเรียนรัฐบาล มีหอพักอยู่หลายโรงเรียน และหลายแห่งสามารถเลือกอยู่กับครอบครัวชาวแคนาดาได้

วิทยาลัยชุมชน (Community College)

วิทยาลัยชุมชน เป็นทางเลือกหนึ่งของการศึกษาที่ได้รับความนิยม วิทยาลัยเหล่านี้เปิดสอนหลักสูตรวิชาชีพ และช่างเทคนิค ซึ่งจะใช้เวลาศึกษา 1 – 3 ปี แล้วแต่หลักสูตร (ส่วนใหญ่จะรวมช่วงเทอมการทำงานด้วย) ส่วนมากจะเป็นสาขาวิชาชีพสำคัญๆ เช่น การก่อสร้าง  อุตสาหกรรม พาณิชย์ ช่างเทคนิคทุกด้าน รวมทั้งด้านสาขาธุรกิจต่างๆ วิทยาศาสตร์สุขภาพ ศิลปประยุกต์สาขาต่างๆ เทคโนโลยีและสังคมสงเคราะห์  และด้านงานบริการ ซึ่งเป็นที่ต้องการมากในตลาดแรงงาน และจะมีการปรับหลักสูตรไปตามตามสภาพความต้องการของตลาดเสมอ   บางสาขาจะเปิดรับหลักสูตรโอนหน่วยกิตเข้ามหาวิทยาลัยได้ โดยนักศึกษาจะศึกษาวิชาของสองปีแรกในวิทยาลัย แล้วสมัครเข้าเรียนโดยโอนหน่วยกิตไปต่อ 2 ปีสุดท้ายในมหาวิทยาลัย

วิทยาลัยฝึกอาชีพ (Career Colleges)

เป็นสถาบันศึกษาที่เปิดสอนอบรมสาขาวิชาชีพเฉพาะ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อผลิตบุคลากรที่มีประสิทธิภาพ ตามความต้องการของตลาด และภาคอุตสาหกรรม โดยชาวแคนาดาเองเมื่อจบมัธยมปลายแล้ว มักจะเรียนต่อในสถาบันวิชาชีพเฉพาะเหล่านี้ และจะได้รับประกาศนียบัตร ซึ่งเพียงพอและเป็นที่ยอมรับในการเข้าทำงานในแคนาดาอยู่แล้ว นักศึกษาแคนาดาส่วนใหญ่ไม่นิยมเรียนต่อปริญญาตรี นอกจากผู้ที่ต้องการจะเข้าทำงานในหน่วยงานด้านวิชาการ จึงจะเข้าศึกษาต่อระดับปริญญาตรี และปริญญาโท การศึกษาในสถาบันฝึกอาชีพนี้ จะเน้นการฝึกทำงานจริงเพื่อเพิ่มความเชี่ยวชาญในสาขาวิชาชีพที่ต้องการ

หลักเกณฑ์การรับสมัครระดับ College

  • จบ ม.6 ด้วยคะแนน 70% ขึ้นไปในวิชาหลัก ระบบประเทศอังกฤษต้องผ่าน 5 วิชาหลัก และ 2 ใน 5 ต้องเป็นระดับสูง  หรือ 4 ใน 5 ต้องเป็นระดับย่อยสูง  เกรดอย่างต่ำ B, ระบบ IB
  • จบวุฒิบัตร IB ด้วยคะแนนที่พอใจ (28-34) หรือประกาศนียบัตร IB ที่เทียบเท่าจบเกรด 12 (ม. 6)
  • สำหรับเกณฑ์ภาษาอังกฤษ TOEFL 550 ขึ้นไป  (213) (IBT = 79), IELTS 5.5, CAEL 60-69 สำหรับภาษาอังกฤษสามารถไปเข้าเรียนคอร์สภาษาอังกฤษที่สถาบันต่าง ๆ จัดไว้ให้เพื่อเพิ่มพูนทักษะก่อนที่จะเข้าเรียนได้
  • มีวิทยาลัยหลายแห่งที่มีหลักสูตรปริญญาตรี,อนุปริญญา และหลักสูตรวุฒิบัตรระดับสูงกว่าปริญญาตรีด้วย (สำหรับระดับนี้เกรดภาษาอังกฤษก็จะต้องได้คะแนนสูงขึ้นด้วย)
  • ค่าเล่าเรียน + ค่ากินอยู่โดยประมาณ (average) อยู่ที่ปีละ 750,000 บาท

การศึกษาในระดับมหาวิทยาลัยและวิทยาลัยมหาวิทยาลัย (University & University College)

  • นอกจากปริญญาตรี โท เอก และอนุปริญญาแล้ว ยังมีโปรแกรมวุฒิบัตรและประกาศนียบัตร ซึ่งจะต้องจบปริญญาตรีก่อนและใช้เวลา 1-2 ปี
  • ปีการศึกษาของมหาวิทยาลัยจะเป็นระบบ 2 หรือ 3 เทอมก็ได้ เริ่มตั้งแต่เดือนกันยายน ถึง เดือนพฤษภาคม ถ้า 3 เทอมจะรวมภาคฤดูร้อน ช่วงเดือนพฤษภาคม ถึง สิงหาคม ไปด้วยแทนที่จะเป็นเทอมซัมเมอร์

University College

โดยทั่วไป หลักสูตรการเรียนการสอนของ University College จะใกล้เคียงกับมหาวิทยาลัย แต่จะเน้นปฏิบัติ โดยหลักสูตรจะมีทั้งประกาศนียบัตร และอนุปริญญาซึ่งสามารถใช้โอนเทียบเข้าต่อมหาวิทยาลัยได้  โดยปกติ University College และวิทยาลัยชุมชนจะเปิดหลักสูตรเทียบโอนหน่วยกิต เพื่อเข้าต่อมหาวิทยาลัยได้   ดังนั้น นักศึกษาจะต้องพิจารณาหลักสูตรที่จะเลือกเรียนด้วยว่า สามารถเข้าต่อในมหาวิทยาลัยได้  ส่วนหลักสูตรการเรียนการสอนจะมีให้เลือกหลากหลายและกว้างมาก โดยเฉพาะทางด้านวิชาชีพสาขาต่างๆ

เฉพาะใน Quebec จะมี CEGEPS (colleges d’enseignement general et professionnel) ซึ่งเปิดสอนหลักสูตรใน 2 รูปแบบคือ หลักสูตรสายอาชีพ (Vocational) ระยะเวลา 3 ปี และหลักสูตรก่อนการเข้าศึกษาต่อมหาวิทยาลัย (Pre-University) ระยะเวลา 2 ปี

หลักสูตรระดับปริญญาตรี (Bachelor’s degree)

โดยปกติจะใช้เวลาในการเรียนประมาณ 3 – 5 ปี ในแคนาดาจะมีหลักสูตรปริญญาตรีอยู่ 2 ประเภทคือ General Pass Degrees และ Honours Degree ในหลักสูตร Honours Degrees นี้ นักศึกษาจะต้องเรียนเพื่อ ให้มีหน่วยกิตมากกว่าหลักสูตรสอบ General Pass Degrees และจะต้องเขียนวิทยานิพนธ์ด้วย หากนักศึกษาคิดจะศึกษาต่อในระดับปริญญาโท ควรเรียนในหลักสูตรประเภท Honours Degrees ในมหาวิทยาลัยบางแห่ง

การเรียนหลักสูตรปริญญาตรีประเภท Pass Degrees ใช้เวลาเพียง 3 ปีและหลักสูตรปริญญาตรีประเภท Honours ใช้เวลาในการศึกษา 4 ปีแต่ในมหาวิทยาลัยบางแห่งหลักสูตรทั้ง 2 ประเภทจะใช้เวลาในการศึกษามากกว่า 5 ปี จะเป็นหลักสูตรวิชาชีพ ซึ่งจะต้องมีการฝึกงาน โดยการร่วมมือกันระหว่างมหาวิทยาลัยและหน่วยงานที่นักศึกษาจะไปฝึกงาน สำหรับหลักสูตรที่จำเป็นต้องฝึกงาน คือ หลักสูตรบัญชี สถาปัตยกรรมศาสตร์ และวิศวกรรมศาสตร์

หลักเกณฑ์การรับสมัครระดับปริญญาตรี

  • จบ ม.6  และได้คะแนน 75-95% หรือเทียบเท่า, IB
  • ต้องมากกว่า 28 คอร์สจะนับได้ในการย้ายต้องเกรด 5 ปีขึ้นไป ระบบประเทศอังกฤษต้องผ่าน 5 วิชาหลัก และ 2 ใน 5 ต้องเป็นระดับสูง เกรดอย่างต่ำ B
  • ปิดรับสมัครเข้าเทอมต้น (Sept.) ประมาณ 15 กุมภาพันธ์ และโดยประมาณ 15 กุมภาพันธ์ ทั้งนี้ กำหนดการในบางมหาวิทยาลัยอาจจะเร็วหรือช้ากว่านี้โปรดรีบสมัครแต่เนิ่น ๆ
  • สามารถทำงานได้นอกสถาบัน ถ้าศึกษาที่สถาบันของรัฐ ทั้งวิทยาลัยและมหาวิทยาลัย ทำงานได้ถึง 20 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ และเต็มเวลาในช่วงหยุดเรียน แต่ต้องเรียน Full time ผ่านปีแรกก่อนในระดับอุดมศึกษาเท่านั้น นอกจากนั้นหลังจากเรียนจบสามารถทำงานในสาขาที่จบได้ 2 ปีเต็ม
  • ค่าเล่าเรียน + ค่ากินอยู่โดยประมาณ (average) อยู่ที่ปีละ 850,000 บาท (ปริญญาตรี 4 ปี, โท 2 ปี, เอก 3 ปี) สำหรับ MBA ค่าเล่าเรียน + ค่ากินอยู่โดยประมาณ (average) ปีละ 1,100,000 บาท และสามารถเรียนจบได้ใน  1 ปี – 1 ปีครึ่ง

หลักสูตรปริญญาโท (Master’s degree)

เรียนต่อแคนาดา 1 ปีครึ่ง – 2 ปี ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับสถาบันและขึ้นอยู่กับว่านักศึกษาจะต้องเรียนวิชาพื้นฐานของแต่ละหลักสูตรและต้อง สอบ Comprehensive Examination (สอบประมวลความรู้) หรืออาจต้องทำวิจัยหรือเขียนรายงานวิทยานิพนธ์หรืออาจทั้งเรียนวิชาพื้นฐานของแต่ละหลักสูตร พร้อมทั้งเขียนวิทยานิพนธ์ด้วยก็ได้ และงานวิจัยหรือวิทยานิพนธ์นี้สามารถนำไปศึกษาต่อในระดับปริญญาเอกได้ด้วย

หลักเกณฑ์การรับสมัครระดับปริญญาโท

  • ส่วนใหญ่ต้องการผลการเรียน GPA 3.0 ขึ้นไปในสองปีสุดท้าย และ TOEFL 550-600 (ส่วนใหญ่จะ 580) หรือ IELTS 6.5-7.0 หรือ CAEL 70 ขึ้นไป (GMAT 500 ขึ้นไปสำหรับ MBA และควรจะมีประสบการณ์ทำงาน 2 ปี)
  • มีมหาวิทยาลัยในแคนาดาเกือบ 100 แห่งเป็นของรัฐบาลแทบทั้งหมด จึงรับประกันในคุณภาพที่เยี่ยมยอด และมีมหาวิทยาลัยเอกชนอยู่ไม่ถึง 10 แห่ง
  • วิทยาลัยมหาวิทยาลัย เป็นการผสมผสานระหว่างมหาวิทยาลัยและวิทยาลัยไว้ด้วยกัน หลักสูตรระดับปริญญาตรี อนุปริญญาและประกาศนียบัตร บางแห่งจะมีหลักสูตรพิเศษ ในระดับปริญญาโทเป็นสาขาเฉพาะ เช่น MBA รวมทั้งมีหลักสูตรภาษาอังกฤษ ESL ด้วย เป็นทางเลือกที่ดีอย่างหนึ่งของนักศึกษาไทย

หลักสูตรปริญญาเอก (Doctoral หรือ Ph.D. Degree)

ใช้เวลาในการศึกษา อย่างน้อย 2 ปี หลังปริญญาโท หรือ 3 ปีหลังปริญญาตรี แต่อย่างไรก็ตาม นักศึกษาต้อง ใช้เวลาเฉลี่ยอย่างน้อย 3 ถึง 5 ปี หลังจากจบปริญญาโท หลักสูตรปริญญาเอกนี้ จะประกอบด้วยวิชาพื้นฐาน การร่วมสัมมนาทางวิชาการ การค้นคว้างานวิจัย การเขียนรายงานวิชาการ การนำเสนอ และการเขียนวิทยานิพนธ์ เป็นต้น

ปีการศึกษา

ภาคเรียนแรก จากเดือนกันยายน ถึงเดือนธันวาคม (Fall Semester)

ภาคเรียนที่สอง จากเดือนมกราคม ถึงเดือนเมษายน (Winter Semester)

และมหาวิทยาลัยบางแห่งเปิดภาคฤดูร้อน (Spring และ Summer) พฤษภาคม /กรกฎาคม / สิงหาคม นักศึกษาแคนาดาส่วนใหญ่จะไม่นิยมเรียนในช่วงหยุดภาคฤดูร้อน วันหยุด : เทศกาลคริสต์มาส วันที่ 24 ธันวาคม – 2 มกราคม และหยุดอีก 2 ครั้ง คือ ในเดือนตุลาคม และเดือนกุมภาพันธ์ เพื่อให้นักศึกษาเตรียมตัวสอบ

ข้อมูลเบื้องต้นสำหรับนักเรียนที่ต้องการไปเรียนต่อแคนาดา

  1. นักเรียนไทยสามารถไปเรียนที่ประเทศแคนาดา และเลือกเรียนได้ถึง 2 ภาษา คือ อังกฤษและฝรั่งเศส ภาษาอังกฤษที่ได้จะเป็นสำเนียงแท้จริงของทวีปอเมริกาเหนือ ไม่เพี้ยน และเหมาะกับเยาวชนไทยในยุคโลกาภิวัฒน์เป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นที่ยอมรับทั่วโลก เพราะมีสำเนียงที่เป็นกลางเข้าใจง่าย สำหรับภาษาฝรั่งเศสนั้น ก็เป็นสำเนียงเดียวกันที่ใช้ในยุโรป
  2. สามารถเลือกเรียนได้ทั้งที่ ศูนย์ภาษาอังกฤษในมหาวิทยาลัยต่าง ๆ หรือสถาบันเอกชน ที่มีชื่อเสียงมากมาย
  3. มีคอร์สให้เลือกทั้งเพื่อใช้ในชีวิตประจำวัน ธุรกิจ หรือเพื่อวัตถุประสงค์ของการศึกษาต่อทุกระดับชั้น
  4. คอร์สมีให้เลือกทั้งระยะสั้นและระยะยาว ตั้งแต่ 1 เดือน ถึง 1 ปี ค่าเล่าเรียนและค่ากินอยู่โดยประมาณ (average) จะอยู่ที่เดือนละ 75,000 บาท ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลหรือเอกชน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับระยะเวลาของการเรียนภาษา และมณฑลที่นักศึกษาเรียนอยู่ด้วย
  5. สำหรับนักเรียนไทยที่ไม่ได้จบจากโรงเรียนนานาชาติ จำเป็นอย่างยิ่งที่ควรจะเรียน (English as a second Language) ตามสถาบันต่าง ๆ ทั้งของรัฐบาลหรือเอกชน เพื่อที่จะเพิ่มพูนทักษะในแง่ Conversation และ Listening สำหรับการฟัง Lecture ในชั้นเรียน ในการศึกษาต่อที่ประเทศแคนาดาในระดับอุดมศึกษา
  6. สำหรับผู้สนใจการทดสอบภาษาอังกฤษ CAEL test ของประเทศแคนาดา ซึ่งเป็นที่ยอมรับกว่า 80% ของมหาวิทยาลัยในแคนาดา และเมื่อสอบ CAEL test แล้วไม่ต้องสอบ TOEFL และ IELTS เพื่อวัดผลภาษาอังกฤษ

ขั้นตอนการสมัคร

เมื่อตัดสินใจได้แน่นอนแล้ว ว่ามีความพร้อมสำหรับการไปศึกษาต่อที่ประเทศแคนาดา ขั้นตอนต่อไปก็คือการสมัครเรียน ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบ คือ การสมัครเพื่อศึกษาในหลักสูตรภาษาอังกฤษหรือฝรั่งเศส และการสมัครเพื่อเข้าศึกษาต่อในหลักสูตรทางวิชาการ การสมัครหลักสูตรภาษาอังกฤษ โดยทั่วไปแล้วการสมัครเรียนหลักสูตรภาษาอังกฤษจะสะดวกมากในการติดต่อสถาบันในแคนาดา ไม่ว่าจะเป็นสถาบันของรัฐหรือเอกชน จะไม่มีข้อกำหนดขั้นต่ำทางด้านวิชาการ แต่จะมีบ้างก็จะเป็นในเรื่องข้อกำหนดอายุขั้นต่ำ หรือจำนวนนักศึกษาที่สามารถรับได้ในแต่ละช่วง นักศึกษาสามารถเลือกสมัครเรียนไปยังสถาบันที่นักศึกษาสนใจมากที่สุด ซึ่งจะต้องพิจารณาจากการหลักสูตรการเรียน อัตราค่าเล่าเรียน และค่าครองชีพของเมือง ซึ่งจะต้องพิจารณาจากการหลักสูตรการเรียน อัตราค่าเล่าเรียน และค่าครองชีพของเมืองที่สถาบันตั้งอยู่ ซึ่งการสมัครเพียงแค่กรอกใบสมัครให้ครบถ้วน และส่งไปพร้อมกับค่าสมัครที่ทางสถาบันกำหนด ซึ่งส่วนใหญ่จะมีอัตราค่าสมัคร $100 – $150 หรือบางสถาบันอาจจะกำหนดค่ามัดจำไว้ด้วย (ไม่มีการคืนเงิน)
เมื่อทางสถาบันได้รับเอกสารเรียบร้อย ก็จะทำการส่งจดหมายตอบรับการเข้าเรียนมาให้นักศึกษาเพื่อใช้ในการยื่นขอวีซ่าได้

การสมัครหลักสูตรทางด้านวิชาการ

การสมัครเพื่อเข้าศึกษาต่อในหลักสูตรทางด้านวิชาการ จำเป็นที่จะต้องพิจารณารายละเอียดดังต่อไปนี้

  1. การเตรียมเรื่องเวลา : นักศึกษาจะต้องตรวจสอบวันรับสมัครเรียน และวันสิ้นสุดการสมัครให้ชัดเจน เพื่อเตรียมความพร้อมในการสมัครไว้ล่วงหน้า
  2. การเลือกสถาบันการศึกษา: นักศึกษาจะต้องพิจารณาจากเกณฑ์การรับสมัครเข้าเรียน ว่านักศึกษามีคุณสมบัติพร้อมที่จะสมัครเข้าเรียนในสถาบันเหล่านั้นหรือไม่ นอกเหนือจากหลักเกณฑ์ของคุณสมบัติแล้ว นักศึกษาควรจะต้องตรวจสอบหลักสูตรที่นักศึกษาสนใจว่ามีเปิดสอนในมหาวิทยาลัยใดบ้าง และตรวจสอบข้อมูลของมหาวิทยาลัย เกี่ยวกับสถานที่ตั้งของมหาวิทยาลัย คำนวณอัตราค่าใช้จ่าย และค่าครองชีพของสถาบันเหล่านั้นให้ชัดเจน
  3. การขอใบสมัคร นักศึกษาสามารถติดต่อกับสถาบันในแคนาดาโดยตรง เพื่อขอรับใบสมัครจากสถาบันเอง หรือติดต่อขอรับใบสมัครได้ที่ ศูนย์การศึกษาแคนาดา (CEC) หรือนักศึกษาสามารถรับใบสมัครได้เองจากเว็ปไซค์ของแต่ละสถาบัน สามารถตรวจสอบเว็ปไซต์ของสถาบันได้ที่studycanada.ca
  4. การส่งใบสมัคร: นักศึกษาควรอ่านรายละเอียดและทำความเข้าใจกับขั้นตอนการสมัครอย่างถี่ถ้วน ควรจะกรอกใบสมัครให้ครบถ้วนและชัดเจน (ในบางมหาวิทยาลัยอาจจะมีข้อกำหนดว่า ต้องเป็นลายมือเขียนหรือเป็นการพิมพ์ก็ได้) ในการส่งใบสมัครจำเป็นที่จะต้องมีเอกสารประกอบดังต่อไปนี้
    • ค่าสมัคร (Application Fee)
    • หลักฐานการศึกษาฉบับจริง (Transcript) ต้องเป็นฉบับภาษาอังกฤษ และจะต้องเป็นต้นฉบับที่ส่งตรงมาจากสถาบัน หรือปิดผนึกและประทับตราโดยสถาบันที่นักศึกษาสำเร็จการศึกษามา
    • จดหมายรับรองจากอาจารย์ผู้สอน 2 ฉบับ (Letters of Recommendation) ต้องเป็นฉบับภาษาอังกฤษ และหากนักศึกษามีประสบการณ์การทำงาน ต้องมีจดหมายรับรองจากการทำงาน 1 ฉบับ
    • เรียงความประวัติส่วนตัวของนักเรียน (Statement of Purpose)  เป็นบทความที่เขียนขึ้น โดยครอบคลุมถึงประวัติการศึกษาที่ผ่านมา และโครงการการศึกษาต่อในประเทศแคนาดา รวมถึงความตั้งใจ และเป้าหมายทางการศึกษา
    • รูปถ่ายของนักเรียน
    • ผลการสอบต่าง ๆ เช่น TOEFL, IELTS หรือ CAEL และนักศึกษาจะต้องแจ้งให้ทางศูนย์สอบ ส่งผลการสอบฉบับจริง โดยตรงไปยังสถาบันที่นักศึกษาสมัครด้วย
  5. รอผลการสมัคร : เมื่อทางสถาบันได้รับเอกสารการสมัครครบถ้วนก็จะดำเนินการพิจารณา ซึ่งอาจจะใช้เวลาโดยประมาณ 3-4 เดือน และเมื่อนักศึกษาได้รับการตอบรับเข้าเรียน นักศึกษาก็จะได้จดหมายยืนยันการตอบรับเข้าเรียน Letter of acceptance ซึ่งจะนำไปใช้ในการยื่นของวีซ่าด้วย

การอนุญาตให้ทำงาน

  • นักศึกษาที่เรียน Full time ในสถาบันของรัฐระดับอุดมศึกษา นักศึกษาจะต้องเริ่มเรียนมาอย่างน้อย 6 เดือน ในปีการศึกษานั้น และมีผลการเรียนดี สามารถทำงานได้ 20 ชั่วโมง ต่อสัปดาห์ ทั้งในและนอกสถาบัน และในช่วงปิดเทอมจะทำงานได้เต็มเวลา (นักเรียนที่มาเรียนเฉพาะด้านภาษาอังกฤษ/ฝรั่งเศส ไม่อนุญาตให้ทำงาน)
  • นักศึกษาที่เรียนโปรแกรมการศึกษาที่มีการทำงานด้วยเป็นประสบการณ์ (co-op)
  • นักศึกษาที่เรียนจบระดับอุดมศึกษา ไม่ว่าจะเป็นปริญญาตรี โท เอก วุฒิบัตร หรือประกาศนียบัตร สามารถทำงานได้ 2 ปีเต็ม ในสาขาที่เรียนจบ (ยกเว้นเรียนจบ หรือทำงานในเขตมอนทรีออล โตรอนโต และแวนคูเวอร์ จะได้ 1 ปีเท่านั้น) สำหรับผู้ที่จบการศึกษาระดับวุฒิบัตรและประกาศนียบัตร จะสามารถทำงานได้ไม่เกินระยะเวลาที่เรียน (ตัวอย่างเช่น เรียนจบ 8 เดือนได้ประกาศนียบัตรสาขานั้น จะอนุญาตให้ทำงานได้ไม่เกิน 8 เดือนในสาขาที่เรียนจบ)
  • ภรรยาหรือสามีของนักศึกษา สามารถทำงานได้ระหว่างนักศึกษากำลังศึกษาต่อในสถาบันของรัฐระดับอุดมศึกษา

เรียนต่อแคนาดา เรียนต่อแคนาดา เรียนต่อแคนาดา เรียนต่อแคนาดา เรียนต่อแคนาดา

Blog Feed