MENU

Study in Japan

30 พฤศจิกายน 2014 0 admin

study in Japan – เรียนต่อญี่ปุ่น


ระบบการศึกษาทั่วไป

สถาบันการศึกษาที่นักเรียนไทยไปศึกษาได้

เนื่องจากทางการญี่ปุ่นกำหนดให้นักเรียนต่างชาติที่ประสงค์จะไปศึกษาต่อในประเทศญี่ปุ่น เรียนต่อญี่ปุ่น ต้องสำเร็จ การศึกษา อย่างน้อย 12 ปีในประเทศของตนก่อน สถาบันการศึกษาที่จะรับนักเรียนไทยเข้าศึกษาได้ จึงได้แก่มหาวิทยาลัย (Daigaku) วิทยาลัย (Tanki Daigaku) และสถาบันหรือโรงเรียนอาชีวศึกษาหลักสูตร วิชาชีพชั้นสูง (Senmon Gakko และ Kakushu Gakko) เท่านั้น

สาขาวิชาที่น่าไปศึกษา

ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ก้าวหน้าทั้งด้านเทคโนโลยี เศรษฐกิจ ตลอดจนมีศิลปวัฒนธรรมอันเก่าแก่ จึงมีสาขา วิชาต่างๆ ที่น่าไปศึกษามากมาย เช่น วิศวกรรมศาสตร์ (เครื่องกล ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ ฯลฯ) วัสดุศาสตร์ คอมพิวเตอร์ วิทยาศาสตร์ เกษตรศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ บริหารธุรกิจ และศิลป เป็นต้น

หลักสูตรภาคภาษาอังกฤษ

การศึกษาระดับอุดมศึกษาในญี่ปุ่นส่วนใหญ่การเรียนการสอนเป็นภาษาญี่ปุ่น มีมหาวิทยาลัย จำนวนน้อยที่จัด การเรียน การสอนระดับปริญญาตรี ปริญญาโท หรือปริญญาเอกเป็นภาษาอังกฤษ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นสาย วิศวกรรมศาสตร์ ส่วนในระดับ สถาบันอาชีวศึกษา หรือวิทยาลัยเทคนิคจะไม่มีหลักสูตรภาษาอังกฤษ

นักศึกษาวิจัย (Kenkyusei)

นักศึกษาที่ไม่ใช่นักศึกษาภาคปกติและไม่ต้องการได้รับปริญญาจะได้รับอนุญาตให้เข้าไปทำวิจัย เป็น ระยะเวลา 6 เดือน หรือ 1 ปีการศึกษา ซึ่งผู้ที่จะเข้าเป็นนักศึกษาวิจัยจะต้องจบปริญญาตรีหรือปริญญาโท นักศึกษาวิจัย แบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ

  1. นักศึกษาที่ไม่ต้องการปริญญาบัตรแต่ต้องการทำวิจัยในมหาวิทยาลัยเป็นระยะเวลาสั้นๆ
  2. นักศึกษาภายใต้โครงการแลกเปลี่ยนระหว่างมหาวิทยาลัย
  3. นักศึกษาที่เตรียมเข้าศึกษาหลักสูตรปกติระดับปริญญาโทและปริญญาเอก

กรณีผู้ที่เตรียมเข้าศึกษาต่อระดับปริญญาโทและเอก (รวมทั้งผู้ที่ประสงค์จะเปลี่ยนสาขาวิชา) อาจ เข้าเป็น นักศึกษาวิจัย เป็นเวลา 1 ปี เพื่อทำความคุ้นเคยกับวิชาและระบบต่างๆ ของมหาวิทยาลัย ตลอดจนทำ ความคุ้นเคยกับนักศึกษาและ อาจารย์ ทั้งยังเป็น โอกาสพัฒนาภาษาญี่ปุ่นด้วย มหาวิทยาลัยบางแห่ง มีการจัดสอบเข้ามหาวิทยาลัยเป็นการภายในสำหรับ นักศึกษา วิจัยอีกด้วย อย่างไรก็ตามนักศึกษาไม่จำเป็น ต้องเข้าเป็นนักศึกษาวิจัยก่อน หากสามารถเข้าระดับปริญญาโทหรือ ปริญญาเอกได้เลย นอกจากนั้น สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองจะอนุญาตให้นักศึกษาวิจัยต่างชาติพักอาศัยอยู่ในประเทศญี่ปุ่น ได้ไม่เกิน 2 ปี เท่านั้น

ปีการศึกษา

เรียนต่อญี่ปุ่น ปีการศึกษาของญี่ปุ่นเริ่มต้นจากเดือนเมษายน และสิ้นสุดในเดือนมีนาคมของปีถัดไป รวมทั้งสิ้น 210 วัน หรือ 35 สัปดาห์ แบ่งออกเป็น 2 ภาคการศึกษา ดังนี้

ภาคการศึกษาที่ 1 เริ่มเดือนเมษายน สิ้นสุดในเดือนกันยายน

ภาคการศึกษาที่ 2 เริ่มเดือนตุลาคม สิ้นสุดในเดือนมีนาคม

ลักษณะของหลักสูตรนอกจากเป็นหลักสูตรวิชาสำหรับหนึ่งภาคการศึกษาแล้วยังมีหลักสูตรวิชาต่อเนื่องตลอดปีด้วย

วันปิดภาคเรียน แตกต่างกันไปตามมหาวิทยาลัยหรือคณะ โดยทั่วไปแล้ว ช่วงปิดภาคมี 3 ครั้ง ใน 1 ปี ดังนี้

  1. ปิดภาคฤดูร้อน ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม ถึงปลายสิงหาคม แล้วแต่สถานศึกษา
  2. ปิดภาคฤดูหนาว 2 สัปดาห์ ตั้งแต่ปลายเดือนธันวาคม ถึงต้นเดือนมกราคม
  3. ปิดภาคฤดูใบไม้ผลิ ประมาณ 40 วัน ตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ ถึงต้นเดือนเมษายน

นักศึกษาต่างชาติจะเริ่มเข้าศึกษาได้ตามปีการศึกษาข้างต้น มีมหาวิทยาลัยเพียงไม่กี่แห่งที่มีการรับนักศึกษา แตกต่างจาก ช่วงเวลาดังกล่าว

การสมัครเข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษา

สถาบันระดับอุดมศึกษาในญี่ปุ่นจะประกาศรับสมัครนักศึกษาในช่วงเดือนมิถุนายน ถึงเดือนสิงหาคมของทุกปี นักศึกษาควรติดต่อ กับทางสถาบันการศึกษาโดยตรง เนื่องจากสถาบันการศึกษา แต่ละแห่งจะกำหนด วิธีการในการสมัคร ของตนเอง

วันหมดเขตรับสมัครจะแตกต่างกันไปตามสถาบันหรือคณะ บางแห่งเร็วคือ อยู่ในช่วงเดือนสิงหาคมหรือ กันยายน บางแห่งช้าไปจนถึงเดือนมกราคม หรือเดือนกุมภาพันธ์ หากส่งใบสมัครจากต่างประเทศต้องคำนึง ถึงระยะเวลาของ การไปรษณีย์ด้วย เนื่องจากเอกสารจะต้องถึงก่อนวันหมดเขต

  1. การสอบวิชาสามัญทั่วไปสำหรับนักศึกษาต่างชาติ มหาวิทยาลัยรัฐบาลเกือบทั้งหมดใช้การสอบนี้เป็นเกณฑ์ในการคัดเลือกนักศึกษา สมาคมการศึกษานานาชาติแห่ง ประเทศญี่ปุ่น เป็นผู้จัด การสอบนี้ ที่โตเกียว โอซากา และฟูกูโอกะ ในเดือนธันวาคมของทุกๆ ปี หลังจากนั้นจะแจ้ง ผลการสอบไปยัง มหาวิทยาลัยต่างๆ ที่ผู้เข้าสอบแสดงความจำนงไว้ ในใบสมัคร และทางมหาวิทยาลัย จะใช ้ผลการสอบนี้เป็นข้อมูล ในการตัดสินใจ คัดเลือกนักศึกษา เกณฑ์ใน การนำผลการทดสอบนี้มาประกอบการตัดสินจะ แตกต่างกันไป เช่น บางมหาวิทยาลัยจะใช้ผลสอบ นี้เป็นหลักสำคัญในการตัดสิน แต่บางมหาวิทยาลัยจะนำผลสอบนี้ไป ประกอบ การตัดสินร่วม กับผลการสอบที่ทางมหาวิทยาลัยจัดขึ้นเองอีกต่างหาก ตั้งแต่ปี 2538 การสอบวิชาสามัญฯ นี้จัดที่ประเทศไทยด้วย
  2. สำหรับมหาวิทยาลัยของรัฐบางหรือท้องถิ่นส่วนมาก กำหนดวิธีการพิเศษในการคัดเลือกผู้สมัคร ที่เป็นนักศึกษาต่างชาติ มหาวิทยาลัยที่พิจารณาจากการสอบวัดระดับความสามารถทางภาษาญี่ปุ่น และการสอบวิชาสามัญทั่วไปสำหรับนักศึกษาต่างชาติมีจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ มีมหาวิทยาลัย เพียงไม่กี่แห่งที่รับนักศึกษาเข้าศึกษาต่อโดยการคัดเลือกจากเอกสารเพียงอย่างเดียว
  3. และมีอายุ 18 ปีขึ้นไป การเข้าศึกษาในมหาวิทยาลัย นักศึกษาต้องผ่านการสอบคัดเลือกเข้าเรียน ของมหาวิทยาลัยนั้นๆ ปัจจุบันมีมหาวิทยาลัยจำนวนมากที่จัดให้มีกระบวนการสอบ คัดเลือกพิเศษ สำหรับนักศึกษาต่างชาติ แต่อย่างไรก็ตามผู้สมัครต้องไปสอบที่ประเทศญี่ปุ่น

มหาวิทยาลัย (ปริญญาตรี) ผู้สมัครต้องสำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

 

การสอบวัดระดับความสามารถทางภาษาญี่ปุ่น จัดขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อวัดผล

และรับรองความสามารถทางภาษาญี่ปุ่นของนักศึกษาต่างชาติ การสอบภายในประเทศญี่ปุ่นจัดโดย สมาคมการศึกษานานาชาติแห่งประเทศญี่ปุ่น โดยจัดสอบที่ ซัปโปโร โตเกียว คานางาวะ นาโงยา เกียวโต โอซากา โกเบ ฮิโรชิมา และฟูกูโอกะ และมีการสอบในประเทศไทย ด้วยเช่นกัน

ระดับ 1 (Ikkyu) อันเป็นระดับสูงสุดของการสอบนี้ (ระดับผ่านการศึกษาภาษาญี่ปุ่นมาประมาณ 900 ชั่วโมง) ใช้เป็นเกณฑ์วัดความสามารถทางภาษาญี่ปุ่นของนักศึกษา ต่างชาติที่สมัครสอบ เข้ามหาวิทยาลัย และวิทยาลัยในญี่ปุ่น

มหาวิทยาลัยของรัฐเกือบทั้งหมดใช้การสอบนี้ในการพิจารณา อย่างไรก็ตาม เกณฑ์การ นำผลการสอบนี้ไปประกอบการพิจารณานั้นแตกต่างกันไปแต่ละมหาวิทยาลัย การสอบนี้จะมี ประมาณเดือนธันวาคม

 

การสอบโดยศูนย์การสอบคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัยแห่งชาติ

นักศึกษาญี่ปุ่นที่ต้องการเข้าศึกษาในมหาวิทยาลัยของรัฐหรือท้องถิ่นจำเป็นต้องผ่านการสอบ ของศูนย์ การสอบคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัยแห่งชาติ มหาวิทยาลัยส่วนมากยกเว้นการสอบนี้สำหรับ นักศึกษาต่างชาติ แต่บางคณะของสถาบันบางแห่งยังคงกำหนด ให้นักศึกษาต่างชาติต้อง ผ่านการสอบ นี้อยู่ โดยเฉพาะคณะแพทยศาสตร์

 

วิธีการอื่นๆ ในการคัดเลือกนักศึกษาต่างชาติ

วิธีการอื่น ๆ ที่มหาวิทยาลัยใช้ในการคัดเลือกนักศึกษาต่างชาติ มีทั้งการตรวจสอบเอกสาร การสอบวัดความสามารถที่มหาวิทยาลัยนั้นๆ จัดขึ้นโดยเฉพาะ การสอบสัมภาษณ์ บทความสั้น เรียงความ การสอบวัดความสามารถ และความถนัดอื่นๆ ซึ่งมีวิธีการแตกต่างกันไป ตามคณะของ แต่ละมหาวิทยาลัย

 

การศึกษาระดับสูงกว่าปริญญาตรี

 

การที่จะเข้าศึกษาในหลักสูตรปริญญาโท หรือปริญญาเอกภาคปกติของบัณฑิตวิทยาลัยนั้น นักศึกษาต้องผ่าน การสอบคัดเลือก ของบัณฑิตวิทยาลัยที่จัดขึ้นในประเทศญี่ปุ่นก่อนการพิจารณาคัดเลือกนักศึกษาในระดับบัณฑิตวิทยาลัย โดยทั่วไปจะใช้วิธีการตรวจสอบจากเอกสาร รายละเอียดสรุปของวิทยานิพนธ์ในระดับปริญญาตรี สอบปากเปล่าซึ่งเน้นในเนื้อหาวิชาเฉพาะ ที่นักศึกษาสมัคร นอกจากนี้ยังมีกาสอบข้อเขียนวิชาภาษาญี่ปุ่น ภาษาอังกฤษ หรือวิชาอื่นๆ แม้ช่วงระยะเวลาการสอบเข้านั้นจะแตกต่างกันไปตามแต่ละมหาวิทยาลัย แต่ส่วนมากจะอยู่ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนมีนาคม โดยเฉพาะในสาขาทางด้านศิลปะ

 

สำหรับนักศึกษาวิจัยนั้น บัณฑิตวิทยาลัยหลายแห่งกำหนดให้นักศึกษาติดต่ออาจารย์ที่ปรึกษา เพื่อให้อาจารย์รับรองก่อนสมัครเรียน ในกรณีเช่นนี้ นักศึกษาควรพิจารณาหาอาจารย์ ที่เหมาะกับสาขา ที่จะเรียนหรือทำวิจัย แล้วเขียนจดหมายติดต่อไปก่อน วิธีการเช่นนี้จะทำให้กระบวนการ ในการ เข้าศึกษาต่อสะดวกขึ้น

 

วิทยาลัย

การเข้าศึกษาในวิทยาลัยนั้น นักศึกษาจะต้องผ่านการสอบคัดเลือกเข้าวิทยาลัยที่จัดขึ้นในญี่ปุ่น มีวิทยาลัยประมาณร้อยละ 33 ที่มีวิธีการพิจารณาพิเศษสำหรับนักศึกษาต่างชาติ ยิ่งไปกว่านั้น มีวิทยาลัยถึงร้อยละ 31 ใช้ผลการสอบวัดระดับความสามารถทางภาษาญี่ปุ่นและร้อยละ 21 ใช้ผลการสอบวิชาสามัญทั่วไปสำหรับนักศึกษาต่างชาติเป็นเกณฑ์ในการตัดเลือก

วันเวลาและวิชาสอบจะแตกต่างกันไป นักศึกษาจะหาข้อมูลได้จากคู่มือการสอบเข้ามหาวิทยาลัย สำหรับนักเรียนต่างชาติทุนส่วนตัว หรือติดต่อไป ยังวิทยาลัยนั้นๆ โดยตรง

 

สถาบันอาชีวศึกษา (หลักสูตรวิชาชีพชั้นสูง)

การรับนักศึกษาของสถาบันการศึกษาประเภทนี้ตัดสินจากวิธีการหลายๆ วิธี เช่น จากเอกสาร จากการ สอบวัดความรู้ทางภาษาญี่ปุ่น และจากการสัมภาษณ์แม้ว่าวิธีการสอบจะแตกต่างกันไปตามสถาบัน ก็ตาม หลักเกณฑ์สำคัญที่ใช้คือ ความสามารถทางภาษาญี่ปุ่นที่ต้องมีอย่างเพียงพอที่จะสามารถติดตาม ทำความเข้าใจ เนื้อหาในชั่วโมงเรียน และความตั้งใจในการเข้าศึกษา 

สถาบันสอนภาษาญี่ปุ่น

โดยที่การเรียนการสอนในสถาบันการศึกษาเกือบทุกแห่งในประเทศญี่ปุ่น ใช่ภาษาญี่ปุ่น นักเรียนต่างชาติ ที่ประสงค์ จะศึกษาต่อในมหาวิทยาลัย วิทยาลัย และสถาบันอาชีวศึกษา ของประเทศญี่ปุ่น ต้องศึกษาภาษาญี่ปุ่น ให้ความเชี่ยวชาญทั้งด้านการฟัง การพูด การอ่านและการเขียน จึงควรไปศึกษาภาษาญี่ปุ่น ในประเทศญี่ปุ่น ก่อนเข้าศึกษาต่อในสถาบันอุดมศึกษา

จากการสำรวจของกรมวัฒนธรรม ลงวันที่ 1 พฤศจิกายน 2539 ปรากฏว่ามีสถาบันสอนภาษาญี่ปุ่น ในประเทศ ญี่ปุ่นอยู่ 1,658 แห่ง เป็นสถาบันสำหรับนักศึกษาต่างชาติที่มีความประสงค์จะเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัย สถาบันสำหรับ ผู้ฝึกงานทางเทคนิค ชาวต่างชาติ สถาบันสำหรับบุตรหลานของชาวต่างชาติ และสำหรับชาวต่างชาติ ทั่วไปที่พำนักในญี่ปุ่น

ในจำนวนสถาบันสอนภาษาญี่ปุ่นสำหรับผู้ที่มีความประสงค์จะเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยนั้น มีหลักสูตรที่ มหาวิทยาลัย เอกชนจัดขึ้น 39 แห่ง และสถาบันสอนภาษาญี่ปุ่นที่ได้รับการรับรองจากสมาคม ส่งเสริมการศึกษา ภาษาญี่ปุ่น 256 แห่ง

การจัดหลักสูตร เรียนต่อญี่ปุ่น ภาษาญี่ปุ่นสำหรับนักศึกษาต่างชาติในมหาวิทยาลัยเอกชนของญี่ปุ่นนั้น เป็น หลักสูตรปกติที่ กำหนดไว้ในกฎหมาย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในระบบการศึกษาระดับมหาวิทยาลัย เป็นหลักสูตรสำหรับ นักศึกษาต่างชาติ ที่ต้องการ ศึกษาภาษาและวัฒนธรรมญี่ปุ่น หรือวิชาพื้นฐานสำหรับเตรียมสอบคัดเลือกเข้าศึกษาระดับปริญญาตรี นักศึกษาในหลักสูตรนี้มีความ ได้เปรียบในเรื่องที่พักอาศัย งานพิเศษ ตลอดจน สวัสดิการต่างๆ เช่น ความช่วยเหลือในเรื่องการรักษาพยาบาล แต่สถาบันในระดับนี้มีน้อยจำนวนนักศึกษาที่ได้รับได้จึงจำกัด

หลักเกณฑ์ในการเลือกสถาบันสอนภาษาญี่ปุ่น

การเลือกสถาบันสอนภาษาญี่ปุ่นนอกเหนือจากที่มหาวิทยาลัยจัดไว้นั้นมีหลักเกณฑ์ดังนี้

  1. สถาบันนั้นต้องได้รับการรับรองจากสมาคมส่งเสริมการศึกษาภาษาญี่ปุ่น (Association for the promotion of Japanese Language Education)
  2. เนื้อหาของหลักสูตร เป็นหลักสูตรที่เหมาะกับจุดมุ่งหมายของนักศึกษา
  3. การแบ่งระดับชั้นเรียน มีการจัดสอบเพื่อแบ่งชั้นเรียนตามพื้นความรู้ภาษาญี่ปุ่นของนักศึกษา เพื่อจะได้เรียนบทเรียนที่เหมาะสมกับความสามารถทางภาษาญี่ปุ่นของแต่ละคน
  4. วิชาพื้นฐาน สถาบันเปิดสอนวิชาพื้นฐานสำหรับการสอบคัดเลือก (ภาษาอังกฤษ คณิตศาสตร์ ฟิสิกส์ เคมี สังคมศาสตร์ เป็นต้น) ไปพร้อมกับหลักสูตรภาษาญี่ปุ่นด้วย
  5. หอพักของสถาบัน สถาบันนั้นมีหอพักเอง หรือหากไม่มีที่พักของสถาบันโดยเฉพาะ ทางสถาบันควร มีนโยบายช่วยเหลือติดต่อหาที่พักอื่นๆ ให้นักศึกษา
  6. การแนะแนวเกี่ยวกับการศึกษาต่อและความเป็นอยู่ ควรมีบริการในการให้คำแนะนำ ทั้งด้าน การศึกษาและความเป็นอยู่
  7. จำนวนผู้สอบผ่านวัดระดับภาษาญี่ปุ่นและการสอบวิชาสามัญทั่วไปสำหรับนักศึกษาต่างชาติ โดยได้คะแนนมากกว่า 200 คะแนนขึ้นไป
  8. จำนวนอาจารย์ผู้สอน เหมาะกับจำนวนนักเรียน
  9. ค่าเล่าเรียน ไม่เกินงบประมาณที่ตั้งไว้

การสมัครไปเรียนภาษาญี่ปุ่น

การเรียนภาษาญี่ปุ่นที่ประเทศญี่ปุ่น จะใช้เวลาศึกษาดังนี้

  1. ผู้สมัครเข้าศึกษาในเดือนเมษายน จะใช้เวลาศึกษาประมาณ 1 ปี
  2. ผู้สมัครเข้าศึกษาในเดือนตุลาคม จะใช้เวลาศึกษาประมาณ 1 ปี

ผู้สมัครต้องมีคุณสมบัติ ดังนี้

  1. สำเร็จการศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 หรือเทียบเท่าเป็นอย่างต่ำ โดยมีเวลาศึกษาในชั้นประถมและ ชั้นมัธยมศึกษา รวมกันไม่น้อยกว่า 12 ปี
  2. เป็นผู้มีฐานะการเงินเพียงพอที่จะศึกษาเล่าเรียนในประเทศญี่ปุ่นจนสำเร็จการศึกษา

เอกสารที่ต้องใช้ในการสมัคร

การสมัครเรียนภาษาญี่ปุ่นในประเทศญี่ปุ่นนั้น สถาบันสอนภาษาจะพิจารณารับนักศึกษาจากเอกสาร โดยเอกสารดังกล่าวที่ต้องส่งไปมีดังนี้

  1. ใบสมัครของโรงเรียนสอนภาษาญี่ปุ่น ที่กรอกข้อความสมบูรณ์ครบถ้วนแล้ว
  2. หลักฐานการศึกษาที่แสดงว่าสำเร็จการศึกษาเทียบได้ไม่ต่ำกว่า grade 12 โดยกรมวิชา

การ กระทรวงศึกษาธิการเป็นผู้รับรอง (นักเรียนต้องนำหลักฐานการสำเร็จการศึกษาชั้น มัธยมศึกษา ตอนปลาย ได้แก่ รบ.1 (ภาษาไทย) 1 ชุด และ transcript (ภาษาอังกฤษ) 1 ชุด พร้อมสำเนา และสำเนา หนังสือเดินทาง 1 ฉบับไปยื่นที่สำนักงานทดสอบกรมวิชาการเพื่อขอหนังสือรับรอง นักเรียนที่สำเร็จการศึกษา ปวช. จากโรงเรียนของราชมงคล ไปยื่นขอที่สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล (เทเวศร์) หากเป็นวุฒ ปวช. จากสถาบันเอกชนที่ใช้หลักสูตรของราชมงคล ไปยื่นขอที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษา เอกชน ส่วนผู้ที่ชอบเทียบ ม.6 ของ กศน. ต้องขอที่ กศน. ที่เป็นต้นสังกัด

  1. รูปถ่ายขนาด 2 นิ้ว ประมาณ 6 รูป
  2. ค่าสมัครและค่ามัดจำที่พักประมาณ 150,000 เยน (ค่าสมัคร 10,000 – 30,000 เยน ค่ามัดจำที่พักประมาณ 120,000 เยน)
  3. หนังสือรับรองของผู้ค้ำประกัน (ควรเป็นบิดาหรือมารดา หากเป็นบุคคลอื่นจะต้องชี้แจงความสัมพันธ์ และเหตุผลที่ยินยอมให้เป็นผู้ค้ำประกันให้ชัดเจนด้วย)
  4. หนังสือรับรองฐานะทางการเงินจากธนาคารพาณิชย์ว่ามีเงินฝากไม่ต่ำกว่างบประมาณค่าใช้จ่ายใน 1 ปีแรก โดยต้องระบุจำนวนเงินให้ชัดเจน หรือเอกสารแสดงรายได้หรือรับรองการเสียภาษี ซึ่งแสดงถึงจำนวนเงินรวมทั้งหมด โดยต้องเป็นผู้ที่มีรายได้ต่อปีไม่น้อยกว่า 3,000,000 เยน
  5. ใบรับรองแพทย์

วิธีสมัคร

จัดส่งหลักฐานเอกสารต่างๆ ดังกล่าว ไปยังโรงเรียนสอนภาษาญี่ปุ่นที่ประสงค์จะเข้าศึกษา เมื่อโรงเรียนสอนภาษา แห่งนั้นพิจารณาแล้วเห็นสมควรรับนักเรียนเข้าศึกษาได้ ก็จะออกหนังสือ ตอบรับให้ แล้วจัดส่งเรื่องต่อไปยัง สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองในท้องถิ่นที่โรงเรียนนั้นตั้งอยู่ เพื่อขอหนังสือ รับรองสถานภาพการอยู่อาศัย เมื่อสำนักงานดังกล่าวอนุมัติสถานภาพการอยู่อาศัยของนักเรียนแล้ว ก็จะจัดส่งเอกสารรับรองไป ให้โรงเรียน สอนภาษา เพื่อส่งให้นักเรียนนำไปขอประทับตราวีซ่าที่สถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นในประเทศไทยต่อไป

ระยะเวลาในการสมัคร

โดยที่การสมัครมีขั้นตอนต่างๆ ดังกล่าวข้างต้น จึงควรสมัครล่วงหน้า โดย

ผู้ที่ต้องการศึกษาในเดือนเมษายน ควรสมัครช่วงเดือนตุลาคม – เดือนธันวาคม

ผู้ที่ต้องการไปศึกษาในเดือนตุลาคม ควรสมัครช่วงเดือนเมษายนถึงเดือนมิถุนายน และ เมื่อรวมเวลาที่ใช้ใน การส่งจดหมายไปขอใบสมัคร การเตรียมเอกสารของนักเรียนและผู้ค้ำประกัน ที่ต้องใช้ในการสมัครแล้ว ควรเริ่มเตรียมตัวล่วงหน้าก่อนไปศึกษาอย่างน้อย 6 – 8 เดือน

ท่องเที่ยวญี่ปุ่น, เรียนต่อญี่ปุ่น, ท่องเที่ยวประเทศญี่ปุ่น, เรียนต่อ ญี่ปุ่น, เรียนต่อต่างประเทศ, วีซ่าญี่ปุ่น, ข้อมูลประเทศญี่ปุ่น, เรียนต่อประเทศญี่ปุ่น

Blog Feed