MENU

Travel in UK

30 พฤศจิกายน 2014 0 admin

ข้อมูลการท่องเที่ยวประเทศอังกฤษ


สหราชอาณาจักร(United Kingdom) อังกฤษ (หรือในอดีตมีเรียกว่า แคว้นอังกฤษ)เป็นดินแดนส่วนหนึ่งบนของหมู่เกาะบริเทนโดยภูมิประเทศส่วนใหญ่เป็นที่ราบลุ่มแม่น้ำมีพรมแดนทิศเหนือติดกับประเทศสก็อตแลนด์ ทิศตะวันตก ติดกับประเทศเวลส์ ทิศใต้ ติดกับช่องแคบอังกฤษ ซึ่งกันระหว่าง ประเทศอังกฤษ กับประเทศฝรั่งเศส ทิศตะวันออกติดทะเลเหนือ มีแม่น้ำสายสำคัญๆ เช่น แม่น้ำเทมส์ แม่น้ำไทน์ เป็นต้น เมืองหลวง คือ กรุงลอนดอนเมืองท่า ที่สำคัญ คือ แมนเชสเตอร์ และ โดเวอร์ ท่าเรือเฟอร์รี่ที่สำคัญในอังกฤษ ที่เชื่อมต่อกับเมืองกาแลส ประเทศฝรั่งเศส คำว่า “อิงแลนด์” (England) ซึ่งเป็นชื่อในภาษาอังกฤษของอังกฤษในปัจจุบัน ได้มาจากชื่อ “อังเกิล” (Angles) ซึ่งเป็นชนเผ่าหนึ่งในบรรดาชนเผ่าเยอรมันหลายเผ่าที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานในดินแดนนี้ ตั้งแต่ราวคริสต์ศตวรรษที่ 5 ถึง 6 โดยมาจาก “EnglaLand” และกลายมาเป็น “England” ในปัจจุบันถึงแม้ว่าอังกฤษจะถูกนิยมเรียกว่าประเทศ ด้วยเหตุผลทางประวัติศาสตร์ แต่หลังจากที่มีการสถาปนาสหราชอาณาจักรขึ้นเป็นประเทศในปี พ.ศ. 2250 แล้วนั้น แคว้นอังกฤษก็ไม่ถือว่าเป็นรัฐอิสระต่างหากอีกต่อไป ทว่าในประเทศไทยยังมีการใช้คำว่าอังกฤษแทนประเทศสหราชอาณาจักรอยู่โดยทั่วไป

ท่องเที่ยวอังกฤษ, เรียนต่ออังกฤษ, ท่องเที่ยวประเทศอังกฤษ, เรียนต่อ อังกฤษ, เรียนต่อต่างประเทศ, วีซ่าอังกฤษ, ข้อมูลประเทศอังกฤษ

สภาพภูมิอากาศ

สภาพภูมิอากาศโดยทั่วไปของสหราชอาณาจักร จัดอยู่ในประเทศค่อนข้างหนาวและมีความชื้นสูงเนื่องจากมีสภาพภูมิประเทศเป็นเกาะมีกระแสน้ำอุ่นและน้ำเย็นไหลผ่านโดยทางตอนเหนือจะหนาวมากกว่าทางตอนใต้และจะมีฝนตกทาง ภาคตะวันตกมากกว่าตะวันออก อุณหภูมืเฉลี่ยต่ำสุดในช่วงฤดูหนาวคือ 2-4 องศาเซลเซียส และสูงสุดในช่วงฤดูร้อนคือ 18-22องศาเซลเซียส อย่างไรก็ดี กล่าวโดยรวมได้ว่าสหราชอาณาจักรเป็นประเทศที่มีความเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศค่อนข้างสูง โดยในบางวันอาจมีสภาพอากาศให้ได้พบเห็นเกือบทุกรูปแบบก็ว่าได้ฤดูใบไม้ผลิ (Spring)เดือนมีนาคม-พฤษภาคม อากาศจะเปลี่ยนแปลงบ่อยมากบางวันอากาศอบอุ่น มีแสงแดดจัดในตอนเช้าและเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็วเป็นหนาวเย็นหรือฝนตกในช่วงบ่าย ท่องเที่ยวอังกฤษ มีทั้งหมด 3 ฤดู ดังนี้

  • 1.ฤดูร้อน(Summer)เดือนมิถุนายน-สิงหาคม อากาศส่วนใหญ่จะอบอุ่นและแสงแดดจัดจ้า
  • 2. ฤดูใบไมร่วง (Autumn)เดือนกันยายน-พฤศจิกายนอากาศจะเย็นขึ้นเรื่อยๆ ใบไม้เริ่มเปลี่ยนสีสวยงามและร่วงหล่น
  • 3.ฤดูหนาว(Winter)เดือนธันวาคม-กุมภาพันธ์ อากาศช่วงนี้จะหนาวมากที่สุดมีหิมะตกในบางพื้นที่ กลางคืนจะยาวกว่ากลางวันและมืดเร็วกว่าปกติ

ภาษา

สหราชอาณาจักรไม่มีภาษาราชการ ภาษาที่พูดกันเป็นส่วนใหญ่คือภาษาอังกฤษ[10] ซึ่งเป็นภาษากลุ่มเจอร์มานิกตะวันตก พัฒนามาจากภาษาอังกฤษโบราณ ภาษาท้องถิ่นอื่นๆำได้แก่ภาษาสกอต และภาษากลุ่มแกลิกและบริทโทนิก (เป็นกลุ่มภาษาย่อยของกลุ่มภาษาเคลติก)เช่นภาษาเวลส์ ภาษาคอร์นิช ภาษาไอริช และภาษาสกอตติชแกลิกภาษาอังกฤษได้แพร่กระจายไปทั่วโลก จากอิทธิพลของจักรวรรดิบริเตนในอดีตและสหรัฐอเมริกาในปัจจุบัน ทำให้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่สองที่สอนกันมากที่สุดในโลก[11] ภาษากลุ่มเคลติกของสหราชอาณาจักรก็มีพูดกันในกลุ่มเล็กๆหลายแห่งในโลก เช่น ภาษาแกลิกในประเทศแคนาดา และภาษาเวลส์ในประเทศอาร์เจนตินาในระยะหลังนี้ ผู้อพยพ โดยเฉพาะจากประเทศในเครือจักรภพ ได้นำภาษาอื่นหลายภาษาเข้ามาในสหราชอาณาจักร เช่น ภาษาคุชราต ภาษาฮินดี ภาษาปัญจาบ ภาษาอูรดู ภาษาเบงกาลี ภาษาจีนกวางตุ้ง ภาษาตุรกี และภาษาโปแลนด์ โดยสหราชอาณาจักรมีจำนวนผู้พูดภาษาฮินดี ปัญจาบ และเบงกาลีสูงที่สุดนอกทวีปเอเชีย

เงินตรา

หน่วยเงินตราของสหราชอาณาจักรคือ ปอนด์สเตอร์ริ่ง โดย £1 = 100 p สหราชอาณาจักรไม่มีข้อกำหนดในการนำเงินเข้าประเทศ   เหรียญที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน คือ 1p,2p,5p,10p,20p,50p, £ 1 และ £ 2  ส่วนธนบัตรที่มีการใช้กันอยู่ในปัจจุบันคือ £ 5, £ 10, £ 20 และ £ 50

ท่องเที่ยวอังกฤษ, เรียนต่ออังกฤษ, ท่องเที่ยวประเทศอังกฤษ, เรียนต่อ อังกฤษ, เรียนต่อต่างประเทศ, วีซ่าอังกฤษ, ข้อมูลประเทศอังกฤษ

 

อาหารการกิน

อังกฤษเป็นประเทศที่มีความหลากหลายทั้งทางด้านวัฒนธรรมและอาหาร ชาวอังกฤษเปิดรับอาหารจากคนหลายเชื้อชาติ และมีอาหารของพวกเขาเองแปลกๆ หลายอย่าง เช่น Jellied eels (ปลาไหลที่ต้มจนไขกระดูกปลาออกมาทำให้ดูเหมือชิ้นเนื้ออยู่ในเยลลี่) หรือ Haggis (เครื่องในแกะบด) แต่อาหารยอดนิยมของชาวอังกฤษจริงๆ ก็จะเป็นพวกดินเนอร์อาหารปิ้งย่างสูตรดั้งเดิม ฟิชแอนด์ชิพส์ และอิงลิชเบรคฟาสต์ ซึ่งนอกจากอาหารของชนชาติตัวเองแล้ว พวกเขาก็ยังชอบกินอาหารต่างชาติอย่างเช่น อาหารจีน อาหารญี่ปุ่น อาหารไทย อาหารอิตาลี อาหารฝรั่งเศส อาหารสเปน อาหารอินเดีย และอาหารอเมริกัน อีกด้วย


สถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียง ของประเทศอังกฤษ

สถานที่ท่องเที่ยวพระราชวังบัคคิงแฮม (Buckkingham Palace)

ท่องเที่ยวอังกฤษ, เรียนต่ออังกฤษ, ท่องเที่ยวประเทศอังกฤษ, เรียนต่อ อังกฤษ, เรียนต่อต่างประเทศ, วีซ่าอังกฤษ, ข้อมูลประเทศอังกฤษ ท่องเที่ยวอังกฤษ, เรียนต่ออังกฤษ, ท่องเที่ยวประเทศอังกฤษ, เรียนต่อ อังกฤษ, เรียนต่อต่างประเทศ, วีซ่าอังกฤษ, ข้อมูลประเทศอังกฤษ

พระราชวังบัคคิงแฮม (Buckingham Palace) เดิมชื่อ คฤหาสน์บัคคิงแฮม เป็นพระราชวังที่เป็นที่ประทับเป็นทางการของราชวงศ์อังกฤษ ตั้งอยู่ที่กรุงลอนดอนในสหราชอาณาจักรเป็นสถานที่ที่ใช้สำหรับการเลี้ยงรับรองของรัฐและยังเป็นสิ่งดึงดูดนักท่องเที่ยวสำคัญที่หนึ่งของกรุงลอนดอน และยังเป็นที่รวมพลังใจทั้งในการฉลองและในยามคับขันของชาวอังกฤษ

ท่องเที่ยวอังกฤษ, เรียนต่ออังกฤษ, ท่องเที่ยวประเทศอังกฤษ, เรียนต่อ อังกฤษ, เรียนต่อต่างประเทศ, วีซ่าอังกฤษ, ข้อมูลประเทศอังกฤษ ท่องเที่ยวอังกฤษ, เรียนต่ออังกฤษ, ท่องเที่ยวประเทศอังกฤษ, เรียนต่อ อังกฤษ, เรียนต่อต่างประเทศ, วีซ่าอังกฤษ, ข้อมูลประเทศอังกฤษ

เป็นพระราชฐานที่ประทับอย่างเป็นทางการของราชวงศ์อังกฤษเมื่อสมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรียขึ้นครองราชย์เมื่อปี ค.ศ. 1837 การต่อเติมครั้งใหญ่ครั้งสุดท้ายทำในปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 และ ต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 ซึ่งรวมทั้งด้านหน้าที่เห็นกันอยู่ในปัจจุบัน บางครั้งพระราชวังบัคคิงแฮมก็เรียกกันเล่นๆ ว่า “บัคเฮาส์”

ภายในพระราชวังยังมีสวนที่ได้รับการตกแต่งอย่างดี เหมาะแก่การเดินชมวิวเป็นอย่างยิ่ง ที่สำคัญ คือ การผลัดเปลี่ยนเวร(Changing the Guard) การผลัดเปลี่ยนเวรจะมีขึ้นที่บริเวณ พระราชวังบักกิ้งแฮม โดยจะเริ่มแสดงเวลา 11.30 น . และจะใช้เวลาแสดงทั้งหมด 40 นาที แต่อาจเปลี่ยนแปลงได้ ในวันที่มีเหตุการณ์สำคัญของเมือง หรือการผลัดเปลี่ยนเวรอาจจะงดได้ในวันที่ฝนตก

ภายในพระราชวังยังมีสวนที่ได้รับการตกแต่งอย่างดี เหมาะแก่การเดินชมวิวเป็นอย่างยิ่ง ที่สำคัญ คือ การผลัดเปลี่ยนเวร(Changing the Guard) การผลัดเปลี่ยนเวรจะมีขึ้นที่บริเวณ พระราชวังบักกิ้งแฮม โดยจะเริ่มแสดงเวลา 11.30 น . และจะใช้เวลาแสดงทั้งหมด 40 นาที แต่อาจเปลี่ยนแปลงได้ ในวันที่มีเหตุการณ์สำคัญของเมือง หรือการผลัดเปลี่ยนเวรอาจจะงดได้ในวันที่ฝนตก

ท่องเที่ยวอังกฤษ, เรียนต่ออังกฤษ, ท่องเที่ยวประเทศอังกฤษ, เรียนต่อ อังกฤษ, เรียนต่อต่างประเทศ, วีซ่าอังกฤษ, ข้อมูลประเทศอังกฤษ

 

รูปปั้นหินประหลาด สโตนเฮนจ์ (Rock Stonehenge)

ท่องเที่ยวอังกฤษ, เรียนต่ออังกฤษ, ท่องเที่ยวประเทศอังกฤษ, เรียนต่อ อังกฤษ, เรียนต่อต่างประเทศ, วีซ่าอังกฤษ, ข้อมูลประเทศอังกฤษ ท่องเที่ยวอังกฤษ, เรียนต่ออังกฤษ, ท่องเที่ยวประเทศอังกฤษ, เรียนต่อ อังกฤษ, เรียนต่อต่างประเทศ, วีซ่าอังกฤษ, ข้อมูลประเทศอังกฤษ

สโตนเฮนจ์ (Stonehenge) เป็นกลุ่มแท่งหินขนาดใหญ่ ตั้งอยู่กลางทุ่งราบว้างใหญ่ในบริเวณที่เรียกว่า ที่ราบซัลลิสเบอร์รี่ ในบริเวณตอนใต้ของอังกฤษ ประกอบไปด้วยแท่งหินขนาดยักษ์ 112 ก้อน ตั้งเรียงกันเป็นวงกลมซ้อนกัน 3 วง แท่งหินบางอันตั้งขึ้น บางอันอยู่ในแนวนอน และบางอันก็ถูกวางซ้อนขึ้นไปข้างบน สโตนเฮนจ์มีชื่อเสียงอย่างมากในฐานะที่เป็นกลุ่มหินประหลาดซึ่งไม่มีใครทราบวัตถุประสงค์ในการสร้างอย่างชัดเจน และเมื่อพิจารณาถึงอายุของมันแล้ว คาดว่ากลุ่มกองหินประหลาดนี้ ถูกสร้างขึ้นมาเมื่อ 5,000 ปีที่แล้ว ทำให้นักวิทยาศาสตร์และนักประวัติศาสตร์ต่างสงสัยว่า คนในสมัยก่อนสามารถยกแท่งหินที่มีน้ำหนักกว่า 30 ตัน ขึ้นไปวางเรียงกันได้อย่างไร ทั้งๆ ที่ปราศจากเครื่องทุ่นแรงอย่างที่เราใช้อยู่ในปัจจุบัน และที่น่าแปลกไปกว่านั้นคือ ในบริเวณที่ราบดังกล่าว ไม่ใช่บริเวณที่จะมีก้อนหินขนาดมหึมานี้ ดังนั้นจึงสันนิษฐานว่าผู้สร้างต้องทำการชักลากแท่งหินยักษ์ทั้งหมด มาจากที่อื่น ซึ่งคาดว่าน่าจะมาจากบริเวณที่เรียกว่า “ทุ่งมาล์โบโร” ที่อยู่ไกลออกไปประมาณ 40 กิโลเมตรเลยทีเดียว

การก่อสร้างสโตนเฮนจจ์นั้นทำสืบเนื่องกันมาถึง 3-4 ระยะในช่วงเวลาประมาณ 1,500 ปี จากยุคหินตอนปลายจนถึงยุคสำริดตอนต้นแต่ส่วนใหญ่อยู่ในช่วง 1,800-1,400 ปีก่อนคริสต์กาล ซากปรักหักพังที่หลงเหลืออยู่เป็นเพียงเงาของอีตาลอันรุ่นโรจน์ แนวหินกว่าครึ่งได้หักลงบ้าง หายไปบ้าง บางส่วนก็ทับถมกันอยู่ใต้ดิน การก่อสร้างเริ่มขึ้นในราว 2,8000 ปีก่อนคริสต์กาล (ผู้เชี่ยวชาญบางท่านก็ว่าเมื่อ 3,800 ปี) โดยเริ่มจากการขุดร่องวงกลมขนาดใหญ่ 56 หลุมเรียงเป็นวงกลมภายในวงดินนั้น หลุมเหล่านี้เรียกกันว่า หลุมออบรีย์ ตามชื่อจอห์น ออบรีย์ผู้ค้นพบในคริสต์ศตวรรษ 17 ปัจุบันหลุมดังกล่าวลาดทับด้วยปูบซีเมนต์ แต่หินแท่งแรกซึ่งเรียกกันว่าหินฮีล (Heel Stone) ที่ประจำอยู่ปากทางเข้าวงดินยังคงตั้งอยู่ในตำแหน่งเดิม หลุมซึ่งขุดเรียงกันเป็นวงกลมอีกสองวงถัดเข้าไปเรียกกันว่าหลุม Y และหลุม Z

วงหลุมทั้งสองนี้คั่นอยู่ระหว่างวงหลุมออบรีย์ที่เป็นวงนอกและวงแท่งหินขนาดมหึมาตรงใจกลางวงดินสันนิษฐานว่าวงหลุม Y และ Z อาจมีความสำคัญในเชิงดาราศาสตร์ ในราว 2,100 ปีก่อนคริสต์กาล มีการนำหินสีน้ำเงิน (bluestone) 80 ก้อนจากแคว้นเวลส์มาเรียงเป็นวงกลมสองวงซ้อนกันแต่ต่อมามีการนำแท่งหินทรายขนาดใหญ่ 30 แท่ง ที่เรียว่าหินซาร์เซน(sarsen) มาเรียงเป็นวงกลมวงเดียวแทนที่วงหินสี่น้ำเงิน

สองวงวงเดิมภายในวงหินทรายมีหมู่ หินเรียงเป็นรูปกึ่ง ๆ รูปเกือกม้าอีกสองหมู่หมู่ที่อยู่ด้านนอกประกอบด้วยหินทรายก่อเป็นรูปไตรลิธอนห้ากลุ่ม(Trilithon คือกลุ่มหินที่ประกอบด้วยหินสามแท่ง สองแท่งตั้งขึ้นคู่กันและแท่งที่สามวางพาดเป็นคานในแนวนอน) ส่วนเกือกม้าด้านในประกอบด้วยหินสีน้ำเงินขัดแต่ง 19แท่งสถาปัตยกรรมนี้เป็นความสำเร็จอันน่าทึ่งเมื่อคิดดูว่าเครื่องมือขุดดินที่ผู้สร้างในยุคหินใหม่ใช้เป็นเพียงเสียมที่ทำจากเขากวางแดงเท่านั้น ชาวแซกซันเป็นผู้ขนาดนามวงหินเหล่านี้ว่า สโตนเฮนจ์ซึ่งเแปลตรงตัวว่า หินที่แขวนอยู่ (Hanging Stone) ส่วนบันทึกจากสมัยกลางตั้งชื่อวงหินนี้อย่างไพเราะว่า กลุ่มยักษ์เริงระบำ (The Giants Dance)

แม้ว่านักวิชาการส่วนใหญ่จะเห็นพ้องต้องกันว่าสโตนเฮนจ์เป็นสิ่งก่อสร้างที่เกี่ยวข้องกับเรื่องลึกลับ แต่ก็ยังไม่รู้ว่าจริง ๆ แล้วมันมีไว้เพื่ออะไร มีการเสนอความคิดเห็นต่าง ๆ นานา เช่น อินิโก โจนส์ สถาปนิกในคริสต์ศตวรรษที่ 17 เชื่อว่าสโตนเฮนจ์เป็นซากปรักหักพังของวิหารโรมัน แต่คนในคริสต์ศตวรรษที่ 18 และ 19ยืนยันว่าเป็นวิหารซึ่งพวกลัทธิดรูอิดใช้ประกอบพิธีบูชาพระอาทิตย์และบูชายัญมนุษย์ ความคิดนี้ไม่น่าจะเป็นไปได้ เราะสโตนเฮนจ์นั้นสร้างเสร็จอย่างน้อย 1,000 ปีก่อนลัทธิดังกล่าวจะเฟื่องฟู กระทั่งเมื่อคริสต์ศตวรรษที่ 20 นี้เองที่เราเริ่มได้ข้อเท็จจริงบ้าง นักโบราณคดี สามารถคำนวณหาอายุ และสรุปเกี่ยวกับจุดประสงค์ในการก่อสร้างสโตนเฮนจ์ได้อย่างสมเหตุสมผลยิ่งขึ้น

แต่ข้อมูลซึ่งเป็นข้อเท็จจริงก็ยังนับว่าน้อยอยู่มาก หินซาร์เซนที่เรียงเป็นวงด้านนอกแต่ละก้อนสูง 5 ม และหนักประมาณ26 ตัน หินเหล่านี้ชักลากมาจากทุ่งโล่งมาร์ลโบโร ดาวน์ส (Marlborough Downs)ซึ่งอยู่ห่างออกไปประมาณ 32 กม. แล้วนำมาขัดแต่งและประดิษฐ์ให้มีสลักและเดือยอย่างดี ทำหใแท่งหินคู่ที่ตั้งและคานหินที่ใช้พาดเกาะเกี่ยวกันอย่างมั่นคง ส่วนหินสีน้ำเงินก้อนใหญ่ที่สุดซึ่งหนักถึงสี่ตันนำมาจากภูเขาพรีเซลีทางตะวันตกเฉียงใต้ของแคว้นเวลส์นั้น สันนิษฐานว่าใช้แพลำเลียงล่องมาตามชายฝั่งเวลส์และแม่น้ำเอวอน แล้วชักลากต่อมาทางบก นักโบราณคดีส่วนใหญ่เชื่อว่า สโตนเฮนจ์เป็นสถานที่ประกอบพิธีฝั่งศพ โดยพิจารณาจากหลักฐานว่านอกเหนือจากสโตนเฮนจ์แล้ว มีการสร้างสุสานมูนดินในหลุมออบรีย์หลายหลุม แต่ก็มีหลักฐานหักล้างว่าหลุมดังกล่าวขุดขึ้นนานก่อนที่จะมีการเผาศพในบริเวณนี้ บ้างก็สันนิษฐานว่าหลุมออบรีย์อาจใช้เป็นส่วนหนึ่งใน พิธีไหว้ด้วยสุรา เช่น ชาวนาอาจเทเหล้าองุ่นลงในหลุมเพื่อบวงสรวงเทพเจ้าเปห่งธรรมชาติทั้งหลาย

วงหินสโตนเฮนจ์ก็อาจจะเป็นวิหารสำหรับทำพิธีบวงสรวงดังกล่าว ไม่นานมานี้ มีนักดาราศาสตร์คนหนึ่งได้อ้างว่าสามารถถอดรหัสแนวหินได้เขาเสนอว่าสโตนเฮนจจ์ คือ เครื่องคำนวญยุคก่อนประวัติศาสตร์ซึ่งใช้เป็นปฏิทินดาราศาสตร์และโหราศาสตร์ เพราะแนวของหินกลุ่มก้องต่าง ๆ ล้วนมีความสัมพันธ์กับแนวการเคลื่อนของดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และดาวพระเคราะห์ทั้งสิ้น อย่างไรก็ตาม แม้ว่าทฤษฏีทั้งหลายในปัจจจุบันจะมีตัวเลขและสถิติสนับเสนุนว่าเป็นจริง แต่ก็ยังไม่มีแนวคิดใดไขปริศนาลึกลับแห่งออีตของสโตนเฮนจ์ได้อย่างสมบูรณ์

ท่องเที่ยวอังกฤษ, เรียนต่ออังกฤษ, ท่องเที่ยวประเทศอังกฤษ, เรียนต่อ อังกฤษ, เรียนต่อต่างประเทศ, วีซ่าอังกฤษ, ข้อมูลประเทศอังกฤษ ท่องเที่ยวอังกฤษ, เรียนต่ออังกฤษ, ท่องเที่ยวประเทศอังกฤษ, เรียนต่อ อังกฤษ, เรียนต่อต่างประเทศ, วีซ่าอังกฤษ, ข้อมูลประเทศอังกฤษ

มหาวิหารเซนต์ปอล (The Basilica of Saint Paul)

ท่องเที่ยวอังกฤษ, เรียนต่ออังกฤษ, ท่องเที่ยวประเทศอังกฤษ, เรียนต่อ อังกฤษ, เรียนต่อต่างประเทศ, วีซ่าอังกฤษ, ข้อมูลประเทศอังกฤษ ท่องเที่ยวอังกฤษ, เรียนต่ออังกฤษ, ท่องเที่ยวประเทศอังกฤษ, เรียนต่อ อังกฤษ, เรียนต่อต่างประเทศ, วีซ่าอังกฤษ, ข้อมูลประเทศอังกฤษ

มหาวิหารเซนต์ปอล คือจุดสนใจที่สำคัญที่สุดในเขตนี้ นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ไม่พลาดที่จะไปเยี่ยมชม “ถ้าคุณจะมองหาอนุสาวรีย์ของเขา จงมองไปรอบตัวคุณ” นี่คือคำที่สลักไว้บนพื้นใต้โดมแห่งมหาวิหารเซนต์ปอลเพื่อรำลึกถึงเซอร์ คริสโตเฟอร์ เรน (Sir Christopher Wren) สถาปนิกผู้ยิ่งใหญ่ของอังกฤษ ผู้ที่สร้างลอนดอนขึ้นมาใหม่หลังจากไฟไหม้ครั้งใหญ่  เขาเป็นผุ้ออกแบบและควบคุมการก่อสร้างมหาวิหารแห่งนี้ด้วยตนเองจนแล้วเสร็จ ซึ่งเป็นเรื่องที่ยากยิ่งกับการก่อสร้างมหาวิหารขนาดใหญ่เช่นนี้ให้เสร็จสมบูรณ์ในช่วงชีวิตคนๆหนึ่งมหาวิหารเซนต์ปอลเดิม ถูกไฟไหม้เผาผลาญจนหมดสิ้นเมื่อไฟไหม้ครั้งใหญ่ เซอร์คริสโตเฟอร์ เรนจึงออกแบบสร้างใหม่ให้มีหลังคาทรงโดม สูงตระหง่านและก่อสร้างแล้วเสร็จในปีค.ศ. 1710 ใช้เวลาก่อสร้างทั้งสิ้น 35 ปี โดมยอดเป็นโดมที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลกรองจากโบสถ์เซนต์ปีเตอร์ที่วาติกัน ภายในมีสิ่งที่น่าสนใจคือวิสเปอริ่งแกลเลิรี่ (Whispering Gallery) เป็นทางเดินวงกลมช่วงฐานโดม ที่มีการสะท้อนของเสียงทำให้คนซึ่งอยู่อีกด้านหนึ่งได้ยินเสียงคนกระซิบอยู่ที่ฝั่งตรงข้าม นอกจากนั้นแล้วการตกแต่งประดับประดาภายในยังงดงามอลังการกว่าโบสถ์วิหารใดๆที่สร้างในสมัยเดียวกัน สิ่งที่ควรไปชมนอกจากวิสเปอริ่งแกลเลอรี่แล้ว ก็คือโมเดลมหาวิหารที่สร้างขึ้นตามการออกแบบครั้งแรกของเรน แบบนี้ไม่ผ่านการอนุมัติเพราะคณะกรรมการเห็นว่า “ทันสมัยเกินไป” และแผงกั้นที่นั่งนักร้องประสานเสียง เป็นเหล็กดัดสวยงามฝีมือ ฌอง ติชู (Jean Tijou) ชาวฝรั่งเศสผู้อพยพหนีภัยศาสนามา ชั้นล่างสุดของมหาวิหาร (Crypt) เป็นที่ไว้ศพและรูปปั้นรำลึกถึงบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์อังกฤษผู้ซึ่งมีคุณานุคุณต่อประเทศชาติ อาทะ ลอร์ดเนลสัน เซอร์ ลอเรนซ์ แห่งอาระเบีย และดยุกแห่งเวลลิงตัน มหาวิหารเซนต์ปอลรอดพ้นจากภัยสงครามโลกทั้ง 2 ครั้งมาได้อย่างน่าอัศจรรย์ ทั้งที่อาคารโดยรอบพินาศหมดเพราะแรงระเบิด และทั่วโบกก็ได้ชมความอลังการของมหาวิหารแห่งนี้ผ่านการถ่ายทอดทางโทรทัศน์ เมื่อใช้เป็นที่จัดพระราชพิธีอภิเษกสมรสระหว่างเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์และเลดี้ไดอาน่า สเปนเซอร์ ในปี ค.ศ.1981

วิหารเวสต์มินสเตอร์(Westminster Abbey)

ท่องเที่ยวอังกฤษ, เรียนต่ออังกฤษ, ท่องเที่ยวประเทศอังกฤษ, เรียนต่อ อังกฤษ, เรียนต่อต่างประเทศ, วีซ่าอังกฤษ, ข้อมูลประเทศอังกฤษ ท่องเที่ยวอังกฤษ, เรียนต่ออังกฤษ, ท่องเที่ยวประเทศอังกฤษ, เรียนต่อ อังกฤษ, เรียนต่อต่างประเทศ, วีซ่าอังกฤษ, ข้อมูลประเทศอังกฤษ ท่องเที่ยวอังกฤษ, เรียนต่ออังกฤษ, ท่องเที่ยวประเทศอังกฤษ, เรียนต่อ อังกฤษ, เรียนต่อต่างประเทศ, วีซ่าอังกฤษ, ข้อมูลประเทศอังกฤษ

วิหารเวสต์มินสเตอร์ แอบบลิ แห่งนี้เป็นสถาปัตยกรรมแบบโกธิกที่สำคัญที่สุดของประเทศอังกฤษ ซึ่งถูกสร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1245  ตามพระประสงค์ของสมเด็จพระเจ้าเฮนรี่ที่ 3 จึงมีอายุเก่าแก่มากกว่า 700 ปีค่ะ ด้วยเหตุนี้เองที่ทำให้วิหารแห่งนี้มีประวัติศาสตร์ที่สำคัญมาอย่างยาวนาน โดยถูกจัดให้เป็นสถานที่สำหรับพระราชพิธีพระบรมราชาภิเษก โดยเริ่มตั้งแต่ในสมัยของสมเด็จพระเจ้าวิลเลียม ในปี ค.ศ. 1066 เป็นต้นมา อีกทั้งยังเป็นสถานที่จัดพิธีอภิเษกสมรสของ เจ้าหญิงเอลิซาเบธ ซึ่งต่อมาก็คือ สมเด็จพระราชินีเอลิซาเบธที่ 2 กับ เจ้าฟ้าชาย ฟิลิป ของ กรีซ โดยต่อมาก็คือ ดยุคแห่งเอดินเบอระ เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2490 รวมถึงพระราชบิดา และพระราชมารดาของสมเด็จพระราชินีเอลิซาเบธที่ 2 เมื่อวันที่ 26 เมษายน 2466 อีกด้วย

ท่องเที่ยวอังกฤษ, เรียนต่ออังกฤษ, ท่องเที่ยวประเทศอังกฤษ, เรียนต่อ อังกฤษ, เรียนต่อต่างประเทศ, วีซ่าอังกฤษ, ข้อมูลประเทศอังกฤษ ท่องเที่ยวอังกฤษ, เรียนต่ออังกฤษ, ท่องเที่ยวประเทศอังกฤษ, เรียนต่อ อังกฤษ, เรียนต่อต่างประเทศ, วีซ่าอังกฤษ, ข้อมูลประเทศอังกฤษ

ทราฟัลการ์สแควร์ (Trafalgar Square)

ท่องเที่ยวอังกฤษ, เรียนต่ออังกฤษ, ท่องเที่ยวประเทศอังกฤษ, เรียนต่อ อังกฤษ, เรียนต่อต่างประเทศ, วีซ่าอังกฤษ, ข้อมูลประเทศอังกฤษ ท่องเที่ยวอังกฤษ, เรียนต่ออังกฤษ, ท่องเที่ยวประเทศอังกฤษ, เรียนต่อ อังกฤษ, เรียนต่อต่างประเทศ, วีซ่าอังกฤษ, ข้อมูลประเทศอังกฤษ

จัตุรัสทราฟัลการ์ ( Trafalgar Square ) เป็นสถานที่แห่งหนึ่งในใจกลางกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ เป็นอนุสรณ์สถานของสงครามทราฟัลการ์หรือสงครามวอเตอร์ลูระหว่างอังกฤษกับฝรั่งเศส ปี ค.ศ. 1805 มีอนุสาวรีย์นายพลเนลสัน และล้อมรอบด้วยอาคารสำคัญ เช่น พิพิธภัณฑ์ศิลปะ โบสถ์เซนต์มาร์ตินอินเดอะฟีลด์ นอกจากนี้จัตุรัสทราฟัลการ์ เป็นสถานที่ที่ใช้ในการประท้วงและงานเฉลิมฉลองต่าง ๆ หลายหน

จัตุรัสประกอบด้วยพื้นที่ขนาดใหญ่ใจกลางมหานครลอนดอน ห้อมล้อมด้วยถนนทั้ง 3 ด้าน และมีบันไดกลางขนาดใหญ่ที่จะนำไปสู่หอศิลป์แห่งชาติในด้านที่ 4 ของจัตุรัส และยังมีถนนตัดผ่านซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของทางหลวงหมายเลข A4 ซึ่งถนนที่ห้อมล้อมทั้งหมดใช้ระบบการจราจรรถวิ่งทางเดี่ยว (One-way traffic system) นอกจากนี้ยังมีทางลอดไปยังสถานีแชริ่ง ครอส เพื่อไม่ให้เป็นปัญหาการจราจรติดขัดและอันตรายจากการจราจรอันคับคั่งของผู้คนตามท้องถนน ซึ่งเมื่อไม่นานมานี้สำนักงานโยธาของนครลอนดอนได้ลดขนาดช่องทางการจราจรและปิดถนนในฝั่งเหนือลง เสาปูนเนลสันตั้งอยู่ตรงการของจัตุรัสและรายล้อมไปด้วยน้ำพุอันสวยงานซึ่งถูกออกแบบในปี ค.ศ. 1939 โดย เซอร์ เอ็ดวิน ลุตเย็นส์ (ย้ายน้ำพุสองอันที่สร้างมาก่อนหน้านี้ซึ่งปัจจุบันตั้งอยู่ ณ วาสคานา เซ็นเตอร์

ในสวนคอนเฟดเดอเรชั่น ปาร์ค, กรุงออตตาวา, ประเทศแคนาดา) และรูปแกะสลักสิงโตบรอนซ์ของ เซอร์ เอ็ดวิน แลนเซียร์ ส่วนโลหะได้มาจากการรีไซเคิลของปืนใหญ่ของฝรั่งเศส ซึ่งด้านบนสุดของเสาหินคือรูปแกะสลักของ พลเรือเอกโฮเรทิโอ เนลสัน ผู้ที่บัญชาการนำในการรบที่สมรภูมิทราฟัลการ์ ซึ่งน้ำพุฝั่งตะวันตกสร้างขึ้นเพื่ออุทิศให้แก่ ลอร์ด เจลลิซโค ส่วนฝั่งตะวันออกอุทิศให้แก่ ลอร์ด บีทตี้ สถานที่ที่รายล้อมจัตุรัสได้แก่ ด้านเหนือของจัตุรัสคือหอศิลป์แห่งชาติ ด้าตะวันออกคือโบสถ์ เซนต์ มาร์ติน-อิน-เดอะ-ฟีลดส์ และยังมีทางเชื่อมไปยังห้างสรรพสินค้าและแอดมิแรลทิ อาร์ชซึ่งอยู่ทางด้านตะวันตกเฉียงใต้ ด้านใต้คือไวท์ ฮอลล์ ด้านตะวันออกคือถนนสแตรนด์กับบ้านแอฟริกาใต้ ด้านตะวันตกคือบ้านแคนาดา

ณ หัวมุมของจัตุรัสคือฐานของเสาหินทั้งสี่ สองฐานอยู่ทางด้านเหนือ อีกหนึ่งเป็นฐานของอนุสาวรีย์คนขี่ม้า ซึ่งมีขนาดกว้างกว่าอีกสองอันที่อยู่ด้านทิศใต้ โดยมีสามอันที่เป็นฐานให้แก่อนุสาวรีย์ของ: สมเด็จพระเจ้าจอร์จที่ 4 (ด้านตะวันออกเฉียงเหนือสร้างในช่วงทศวรรษที่ 1840) เฮนรี แฮฟลอค (ด้านตะวันออกเฉียงใต้สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1861 โดย วิลเลี่ยม เบ็นช์) และ เซอร์ ชาร์ลส์ เจมส์ เนปิแอร์ (ด้านตะวันตกเฉียงใต้สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1955) ซึ่งนายกเทศมนตรีแห่งลอนดอน เคน ลิฟวิงสโตน ได้เคยแสดงความคิดเห็นที่ประสงค์จะให้รูปปั้นผู้พันทั้งสองสลับที่กับอนุสาวรีย์ซึ่งเขากล่าวไว้ว่า  ” ประชาชนชาวลอนดอนทั่วไปควรจะได้รู้ไว้ “

บนสนามหญ้าหน้าหอศิลป์แห่งชาติ มีอนุสาวรีย์สองรูปตั้งอยู่คืออนุสาวรีย์ของสมเด็จพระเจ้าเจมส์ที่ 2 ตั้งอยู่ทางด้านตะวันตกของทางเข้าหอศิลป์ อีกรูปคืออนุสาวรีย์ของ จอร์จ วอชิงตัน ซึ่งเป็นของขวัญให้แก่อังกฤษมาจากมลรัฐเวอร์จิเนียซึ่งถูกทำขึ้นที่สหรัฐอเมริกา จัตุรัสกลายมาเป็นจุดรวมตัวทางสังคม ศิลปะ วัฒนธรรม การเมืองและเศรษฐกิจสำหรับทั้งนักท่องเที่ยวและชาวลอนดอนเองอย่างรวดเร็ว ดังบทความเขียนของ รอดนีย์ แมค ที่เขียนไว้ว่า สถานที่ที่กลายมาเป็นทางเดินริมชายทะเลของผู้คนไปจนถึงจุดศูนย์รวมรูปปั้นวีรบุรุษของประเทศชาติ

ท่องเที่ยวอังกฤษ, เรียนต่ออังกฤษ, ท่องเที่ยวประเทศอังกฤษ, เรียนต่อ อังกฤษ, เรียนต่อต่างประเทศ, วีซ่าอังกฤษ, ข้อมูลประเทศอังกฤษ ท่องเที่ยวอังกฤษ, เรียนต่ออังกฤษ, ท่องเที่ยวประเทศอังกฤษ, เรียนต่อ อังกฤษ, เรียนต่อต่างประเทศ, วีซ่าอังกฤษ, ข้อมูลประเทศอังกฤษ ท่องเที่ยวอังกฤษ, เรียนต่ออังกฤษ, ท่องเที่ยวประเทศอังกฤษ, เรียนต่อ อังกฤษ, เรียนต่อต่างประเทศ, วีซ่าอังกฤษ, ข้อมูลประเทศอังกฤษ ท่องเที่ยวอังกฤษ, เรียนต่ออังกฤษ, ท่องเที่ยวประเทศอังกฤษ, เรียนต่อ อังกฤษ, เรียนต่อต่างประเทศ, วีซ่าอังกฤษ, ข้อมูลประเทศอังกฤษ

 

หอนาฬิกาพระราชวังเวสต์มินสเตอร์ (Clock Tower, Palace of Westminster)

ท่องเที่ยวอังกฤษ, เรียนต่ออังกฤษ, ท่องเที่ยวประเทศอังกฤษ, เรียนต่อ อังกฤษ, เรียนต่อต่างประเทศ, วีซ่าอังกฤษ, ข้อมูลประเทศอังกฤษ ท่องเที่ยวอังกฤษ, เรียนต่ออังกฤษ, ท่องเที่ยวประเทศอังกฤษ, เรียนต่อ อังกฤษ, เรียนต่อต่างประเทศ, วีซ่าอังกฤษ, ข้อมูลประเทศอังกฤษ

หอนาฬิกาพระราชวังเวสต์มินสเตอร์ (Clock Tower, Palace of Westminster) หรือรู้จักดีในชื่อ บิ๊กเบน เป็นหอนาฬิกาประจำพระราชวังเวสต์มินสเตอร์ ซึ่งในปัจจุบันใช้เป็นรัฐสภาอังกฤษ ตั้งอยู่ทิศตะวันออกเฉียงเหนือของพระราชวัง หอนาฬิกานี้ถูกสร้างหลังจากไฟไหม้พระราชวังเวสต์มินสเตอร์เดิม เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2377 โดยชาลส์ แบร์รี เป็นผู้ออกแบบ หอนาฬิกามีความสูง 96.3 เมตร โดยที่ตัวนาฬิกาอยู่สูงจากพื้น 55 เมตร ตัวอาคารสร้างด้วยสถาปัตยกรรมสมัยสมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรีย (victorian gothic)

หลายคนเข้าใจว่าบิกเบนเป็นชื่อหอนาฬิกาประจำรัฐสภาอังกฤษ แต่แท้ที่จริงแล้ว บิกเบนเป็นชื่อเล่นของระฆังใบใหญ่ที่สุด หนักถึง 13,760 กิโลกรัม ซึ่งแขวนไว้บริเวณช่องลมเหนือหน้าปัดนาฬิกา ทั้งนี้มีระฆังรวมทั้งสิ้น 5 ใบ โดย 4 ใบจะถูกตีเป็นทำนอง ส่วนบิกเบนจะถูกตีบอกชั่วโมงตามตัวเลขที่เข็มสั้นชี้บนหน้าปัดนาฬิกา ทว่าคนส่วนใหญ่กลับใช้ชื่อบิกเบนเรียกตัวหอทั้งหมด

บางทีมักเรียกหอนาฬิกานี้ว่า หอเซนต์สตีเฟน (St. Stephen’s Tower) หรือหอแห่งบิกเบน (Tower of Big Ben) ซึ่งที่จริงแล้วชื่อหอเซนต์สตีเฟนคือชื่อของหอในพระราชวังอีกหอหนึ่ง ซึ่งใช้เป็นทางเข้าไปอภิปรายในสภา ปัจจุบันภายในหอนาฬิกาไม่เปิดให้สาธารณชนเข้าชม เว้นแต่สำหรับผู้ที่อาศัยในประเทศ

อังกฤษ จะต้องทำเรื่องขอเข้าชมผ่านสมาชิกรัฐสภาอังกฤษประจำท้องถิ่นของตน ถ้าเป็นเด็กต้องมีอายุเกิน 11 ปี จึงจะเข้าชมหอได้ สำหรับชาวต่างประเทศนั้นยังไม่อนุญาตให้ขึ้นไป

ท่องเที่ยวอังกฤษ, เรียนต่ออังกฤษ, ท่องเที่ยวประเทศอังกฤษ, เรียนต่อ อังกฤษ, เรียนต่อต่างประเทศ, วีซ่าอังกฤษ, ข้อมูลประเทศอังกฤษ

 

ท่องเที่ยวอังกฤษ

Blog Feed